ฝ่ายค้าน เตรียมพร้อม ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แม้ตอนนี้รายชื่อ ไม่สะเด็ดน้ำ แต่ทิศทางของการลงมติ "ไม่ไว้วางใจ" ดูท่าจะรวมพลัง ไม่พอโค่นรัฐบาลประยุทธ์
7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย เพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย และไทยศรีวิไลย์ เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 วันที่ 15 มิถุนายนนี้
ขณะนี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อม ในชั้นยกร่างญัตติ เพื่อเสนอต่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาฯ โดยมี “ชูศักดิ์ ศิรินิล” มือกฎหมายของเพื่อไทย ยกร่างเนื้อหาญัตติที่จะนำเสนอ
ส่วนรัฐมนตรีที่อยู่ในข่าย ถูกขึ้นเขียง “สุทิน คลังแสง” ประธานวิปรัฐบาล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดโผดังนี้
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม
2.รมว.เกษตรและสหกรณ์ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน”
3.รมว.พาณิชย์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์”
4.รมช.คลัง “สันติ พร้อมพัฒน์”
5.รมว.คมนาคม “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ"
6.รมว.สาธารณสุข “อนุทิน ชาญวีรกูล”
7.รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”
โดยมีประเด็นข้อกล่าวหา อาทิ ทุจริตต่อหน้าที่ หาประโยชน์ เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ทำผิดและมีพฤติกรรมขัดต่อจริยธรรมน ไม่ทำนโยบายตามที่หาเสียง ความล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดิน และทำผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ในวงหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังขอใส่ชื่อ รัฐมนตรีอีก 2 คน คือ รมว.แรงงาน “สุชาติ ชมกลิ่น" และ รมว.พลังงาน “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์”
โดยระบุพฤติกรรมถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย การดำเนินนโยบายสร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประชาชนวงกว้าง และส่อเอื้อนายทุน ทว่า ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากวงหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
กับประเด็นที่ “พรรคฝ่ายค้าน” เตรียมไว้ หากเทียบกับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใน 3 รอบที่ผ่านมา จะพบว่าเป็น “ข้อกล่าวหาซ้ำเดิม” และการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา "ไร้ใบเสร็จ” มัดตัวรัฐมนตรีจนต้องยอมจำนนออกจากตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายนั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อจวบจนปัจจุบัน
แม้การอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้งที่ผ่านมา “พรรคฝ่ายค้าน” ใช้ช่องทาง ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)" ให้ตรวจสอบ “รัฐมนตรี” ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในข้อกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หวังเอาผิด แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไร้ความคืบหน้า
ดังนั้น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ สิ่งที่ “ฝ่ายค้าน” หวังผลคือ การใช้เวทีอภิปราย แสดงผลงานการทำหน้าที่ ให้ประชาชนได้เห็น ใช้เวทีสภาฯ วัดคะแนนไม่ไว้วางใจ “รัฐมนตรี” ในการเลือกตั้งสมัยหน้าที่จะมาถึง
ตามที่ “สุทิน” บอกไว้คือ “ฝ่ายค้านไม่หวังพึ่งมือใครในสภาฯ เพราะมีคนที่เป็นขาออก และขาเข้า คือ คนจากฝ่ายค้านที่เตรียมจะย้ายพรรค ขณะที่คนจากพรรครัฐบาลเตรียมย้ายเข้า ดังนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านจะใช้เวทีทำหน้าที่ให้เต็มที่"
โดยเป็นการยอมรับในทีว่า “พรรคฝ่ายค้าน” เสียงแตก และความคาดหวังให้ “เสียงไม่ไว้วางใจ” มีมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่ที่อยู่ ซึ่งปัจจุบันมีส.ส.ปฏิบัติหน้าที่ 477 คน ดังนั้นเสียงที่จะไล่ “รัฐมนตรี” ออกจากตำแหน่งได้ ต้องไม่ไว้วางใจ 240 เสียงขึ้นไป
หากยึดการลงมติ “รับหลักการ” ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2566 ที่ฝ่ายค้านประสานเสียงคว่ำได้แค่ 195 เสียง จากส.ส.ที่มี 208 เสียง และพบงูเห่าอีก 12 เสียง จะเห็นว่า เป็นงานยากของฝ่ายค้าน
แม้ก่อนหน้านั้นเคยมีท่าทีจาก “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" และ "พิเชษฐ สถิรชวาล” ว่าอาจเป็นกองหนุน ร่วมมือลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ท่าทีหลังจาก “โหวตร่างพ.ร.บ.งบฯ 66” ที่พบความเปลี่ยนแปลง
ทำให้เชื่อว่า อีก 32 เสียงจากกลุ่ม “พรรคเศรษฐกิจไทย” ของ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่มี 16 เสียง และ จากส.ส.พรรคปัดเศษ ใน "กลุ่ม16” ของพิเชษฐ สถิรชวาล อีก 16 เสียง ท้ายสุดจะยังสนับสนุน “ฝั่งรัฐบาล” เช่นเดิม เพราะด้วยเกมต่อรอง และการสมยอม ยังทำให้ “รัฐบาล” มีอำนาจเหนือพลังของฝ่ายค้าน
หากมองตามเกมการเมืองในสภาฯ ดูท่าฝ่ายค้านจะเสียเปรียบเพราะมือในสภาฯ “เป็นรอง" แต่รูปเกมยัง “เป็นต่อ” กว่าจะถึงวันเลือกตั้งยังมีโอกาสโหมกระแสวิกฤติศรัทธา ลดคะแนนนิยมรัฐบาลได้อีกหลายเวที.





