นั่นจึงเป็นไปได้ว่ากรณีของ “สุรพล” อาจเป็น “คดีแรก” ที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ กกต.ชดใช้ค่าเสียหายและค่าเยียวยา จากการใช้ดุลยพินิจของ กกต.ดังกล่าว
นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ศาลจังหวัดฮอด พิพากษาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชดใช้ค่าเสียหายและเยียวยากว่า 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 70 ล้านบาท แก่ “สุรพล เกียรติไชยากร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 8 สมัย
ก่อนหน้านี้ศาลฎีกา พิพากษายกฟ้องคดีที่ กกต. ยื่นฟ้องนายสุรพล คดีบูชาเทียนเพื่อทำบุญวันเกิด 2,000 บาท ตั้งแต่เมื่อปี 2563 โดยระบุว่า ไม่ใช่เป็นการซื้อเสียง หรือทุจริตการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2562
ต้นตอของเรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งปี 2562 กกต.ได้รับคำร้องร้องเรียนกล่าวหาว่า “สุรพล” ใส่ซองทำบุญให้พระสงฆ์ 2,000 บาท เข้าข่ายเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 (2) ฐานให้เงิน หรือทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง
ต่อมา กกต.วินิจฉัยว่า “สุรพล” มีความผิดตามที่กล่าวหา จึงมีมติให้ “ใบส้ม” คือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2562 และให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 จนท้ายที่สุด “ศรีนวล บุญลือ” ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ (ขณะนั้น) ปาดหน้าเข้าเส้นชัยไป (ปัจจุบัน น.ส.ศรีนวล ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย)
แต่เหมือนความยุติธรรมจะมาตามนัด เมื่อสุดท้ายศาลฎีกา ยกฟ้องนายสุรพล และศาลแพ่งพิพากษาให้นายสุรพลชนะ สั่งให้สำนักงาน กกต.ชดใช้ความเสียหายและการเยียวยาจากกรณีดังกล่าว
“รู้สึกดีใจที่ศาลเมตตาและให้ความเป็นธรรม จนชนะคดีดังกล่าว และภาคภูมิใจที่ได้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา เพราะเพื่อไทยไม่ได้ซื้อเสียงหรือทุจริตเลือกตั้งตามข้อกล่าวหาส่วนตัวไม่อยากได้ค่าเสียหายและเยียวยาดังกล่าว แต่ต้องการเกียรติและศักดิ์ศรีคืนมาเท่านั้นเพราะไม่เคยทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่กลับถูกประชาชนบางส่วน ที่ไม่เข้าใจบอกว่าจะไม่สนับสนุนอีกแล้ว กลายเป็นตราบาปติดตัว จนต้องสู้คดีดังกลาวจนถึงที่สุด จนศาลฏีกายกฟ้องและศาลแพ่งให้ชนะคดีดังกล่าวอีก” นายสุรพล กล่าว
หลายคนอาจยังไม่ทราบหรือลืมไปแล้วว่า ไม่ใช่แค่กรณี “สุรพล” เท่านั้น ยังมีอีกหลายกรณีที่ “กกต.” พ่ายแพ้ไปเช่นกัน
หากนับกรณีกล่าวหา “ทุจริตซื้อเสียง” ยกตัวอย่างย้อนกลับไปปี 2555 ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษายกฟ้อง นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย (ขณะนั้น) กรณีกล่าวหาว่า นายมนต์ไชยเรียกประชุมแกนนำหมู่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ต.กันทรารมย์ และ ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง รวม 400 ราย หลังจากนั้นทีมงานนายมนต์ไชยมอบเงินให้ผู้มาเข้าร่วม รายละ 200-300 บาท ส่วนผู้นำชุมชนที่พาคนมาร่วมจะได้ 500 บาท เพื่อจูงใจให้เลือกนายมนต์ไชย และพรรคภูมิใจไทย ทำให้ กกต.แจก “ใบแดง”
แต่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า กกต. ผู้ร้อง อ้างว่า มีคลิปวีดีโอ ที่ถ่ายจากกล้องปากกา และรีโมตคอนโทรลจากพยานของกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นคู่แข่ง แต่กลับไม่ปรากฏภาพขณะมีการรับเงิน ทั้งที่มีการอ้างว่ากล้องวีดีโอดังกล่าวได้เปิดถ่ายไว้ตลอดเวลา
ส่วนในการจัดประชุมอาสาสมัคร ผู้สนับสนุนที่จะช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ของนายมนต์ไชย ที่อ้างว่า มีการจ่ายเงินให้กลุ่มอาสาสมัคร คนละ 200 บาท นั้น เห็นว่า เป็นเพียงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าน้ำมันรถมากกว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งตามกฎหมาย กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่า นายมนต์ไชย กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ตัดภาพกลับมาใกล้ตัวหน่อย ช่วงการเลือกตั้งปี 2562 มีอีกกรณี ศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้องนายภัทรพล มานะสร้าง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สระแก้ว เขต 1 พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่ถูก กกต.ไม่ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่า เป็นเจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายภัทรพล แจ้งลาออกจากการเป็นเจ้าของและบรรณาธิการตั้งแต่ปี 2561 อันเป็นเวลาก่อนสมัครรับเลือกตั้งแล้ว การที่ปรากฏชื่อนายภัทรพลยังเป็นเจ้าของอยู่ เกิดจากหน่วยงานเกี่ยวข้องยังไม่แก้ไขข้อมูลในฐานระบบข้อมูลเท่านั้น
ศาลฎีกา มีคําสั่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2562 ให้สำนักงาน กกต.รับสมัครนายภัทรพล มานะสร้าง ผู้ร้อง และประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สระแก้ว เขต 1 โดยท้ายที่สุดสำนักงาน กกต.ได้ประกาศชื่อนายภัทรพลเป็นผู้รับสมัคร ส.ส.เช่นเดิม เรื่องราวจบลงด้วยดี
หากนับเฉพาะคดีทุจริตการเลือกตั้ง เช่น กรณีนายมนต์ไชยนั้น เมื่อศาลฎีกายกคำร้องสำนักงาน กกต.แล้ว ไม่มีข้อมูลว่า นายมนต์ไชย ดำเนินการอย่างไรต่ออีก
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เหมือนกับที่ “ครุฑกฎหมาย” วิษณุ เครืองาม อธิบายไว้ว่า กกต.แต่ละคนที่ออกคำสั่งไปไม่ได้สั่งโดยเถยจิต หรือเจตนาร้ายเป็นส่วนตัว เป็นการทำในหน้าที่ราชการ เหมือนตำรวจกระทำผิดแล้วเราฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ถ้าแพ้คดี เราจะฟ้องตำรวจไม่ได้ หากแพ้ ตร.ต้องควักเงินจ่าย เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่ แต่ละปีรัฐควักงบประมาณจ่ายเพื่อการเช่นนี้มากอยู่
นั่นจึงเป็นไปได้ว่ากรณีของ “สุรพล” อาจเป็น “คดีแรก” ที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ กกต.ชดใช้ค่าเสียหายและค่าเยียวยา จากการใช้ดุลยพินิจของ กกต.ดังกล่าว
อย่างไรก็ดีคงต้องรอดูผลคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลแพ่งก่อนว่า มีเหตุผลและรายละเอียดเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ หลังจากนี้ การใช้ดุลยพินิจของ กกต.จำเป็นต้องทำอย่าง “รอบคอบ-รัดกุม” ยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องกลับจนรัฐต้องควักเงินหลวงมาจ่ายแทนอีกเหมือนกรณีนี้





