วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

จัดพอร์ตรับความผันผวน

แนะลงทุนแบบ “Core and Satellites” แบ่งพอร์ตหลัก 70-80% เน้นสร้างความมั่นคงและเติบโตระยะยาว ควบคู่พอร์ตรอง 20-30% เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามจังหวะตลาด พร้อมเตือนอย่าโยกเงินลงทุนทั้งพอร์ตตามกระแส เพราะเสี่ยงจับจังหวะผิดในช่วงตลาดผันผวน กระทบเงินต้นและทำให้พอร์ตฟื้นตัวได้ยาก

KEY POINTS

  • แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ “Core and Satellites” (แกนและบริวาร) โดยแบ่งพอร์ตเป็นส่วนหลัก (Core) 70-80% และส่วนเสริม (Satellites) 20-30% เพื่อจัดการความเสี่ยง
  • พอร์ตหลัก (Core) เป็นแกนกลางที่ลงทุนตามเป้าหมายระยะยาวและความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงของพอร์ตโดยรวม
  • พอร์ตรอง (Satellites) ใช้ลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีตามสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ แต่จำกัดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 20-30% เพื่อไม่ให้พอร์ตเสี่ยงเกินไป
  • ไม่ควรนำเงินลงทุนระยะยาวทั้งพอร์ตไปลงทุนตามกระแส เพราะหากเข้าผิดจังหวะในตลาดผันผวน อาจทำให้เงินต้นลดลงอย่างรวดเร็วและฟื้นตัวได้ยาก
  • การย้ายเงินทั้งพอร์ตไปมามีความเสี่ยงสูงในการจับ

ดิฉันได้เขียนเตือนเรื่องความผันผวนตั้งแต่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาออกมาเมื่อสองปีก่อนแล้ว และได้แนะนำผู้ลงทุนเตรียมรับมือไปบ้างแล้ว ตามพอร์ตการลงทุนระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว

อย่างไรก็ดี เมื่อตลาดหุ้นทุน โดยเฉพาะหุ้นของกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี มีผลประกอบการที่ดีและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้ผู้ลงทุนระยะยาว เช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณอายุงาน ลงทุนเพื่อส่งลูกเรียนในอีก 15 ปีข้างหน้า ฯลฯ อยากปรับพอร์ตของตนเองให้มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงๆบ้าง แต่การปรับพอร์ตการลงทุนระยะยาวต้องมีเทคนิคค่ะ ไม่ใช่คิดอยากปรับก็ย้ายเงินทั้งก้อนไปลงทุนเลย

ในบทความเมื่อสองปีก่อน ดิฉันเคยเขียนว่า พอร์ตระยะยาวมีวัตถุประสงค์ของพอร์ตเองอยู่แล้วว่ารับความเสี่ยงได้ขนาดไหน และตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้เท่าใด การนำพอร์ตทั้งพอร์ตไปเก็งกำไร จึงไม่เหมาะสม โดยทั่วไปเราจะปรับนโยบายให้เข้ากับสถานการณ์ลงทุนในแต่ละขณะ ในส่วนที่ไม่เกิน 20% และหลักทรัพย์ที่ลงทุนก็ยังต้องมีพื้นฐานดี ไม่ใช่หลักทรัพย์กลุ่มเก็งกำไร

การลงทุนแบบนี้ เรียกว่าลงแบบ “Core and Satellites” อาจจะแปลว่า “แกนและบริวาร” คือมีพอร์ตหลักที่จัดเพื่อให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย และมีความเสี่ยงที่เหมาะสมเป็นแกน 70-80% ส่วนที่เหลืออีก 20-30% จะลงทุนเน้นในกลุ่มที่ “เหมาะสมกับสถานการณ์ช่วงนั้นๆ” หรืออาจเรียกว่า “พอร์ตรอง” หรือ “พอร์ตเสริม” ดิฉันเองไม่ชอบพอร์ตเสริมในสัดส่วนสูงมากนัก จึงชอบ 80-20 หรือ 85-15 มากกว่า 70-30 ค่ะ

การไม่ทุ่มนำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนตามสถานการณ์ ช่วยให้พอร์ตมีความเสี่ยงไม่สูงเกินไป โดยหากการลงทุนในพอร์ตรองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างน้อยพอร์ตหลักก็จะช่วยให้พอร์ตโดยรวมไม่ขาดทุน

ยกตัวอย่างความผันผวนที่เกิดขึ้นใน 12 เดือนย้อนหลัง กลุ่มเทคโนโลยีมาแรงด้วยกระแสเอไอ และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หนุนให้ดัชนีหุ้นของหลายประเทศทำสถิติสูดสุด เช่น ดัชนีแนสแดค 100 ทำสถิติสูงสุดที่ 30,762.20 แต่ก็มีการปรับตัวแรงๆในปีนี้ถึง 3 ครั้ง ในช่วงกุมภาพันธ์ ถึงปลายเดือนมีนาคม ในช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม และตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมจนถึงเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐอเมริกา ค่าความผันผวนอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง คือ 16-18% ต่อปี (ข้อมูลจาก CNBC) ขณะที่ดัชนีนิเคอิ 225 ของญี่ปุ่น ทำสถิติสูงสุดที่ 72,831.73 และผันผวนขึ้นลงตามแรงเหวี่ยงของกระแสเทคโนโลยีบวกค่าเงินเยนที่อ่อนค่าจนต้องมีการแทรกแซงข้ามประเทศ นิเคอิ 225 จัดอยู่ในกลุ่มความผันผวนสูงในปีนี้ โดยมีค่าความผันผวน 20-22% ต่อปี ใกล้เคียงกับคอสปี (KOSPI) ของเกาหลีใต้ ที่ดิฉันเคยเขียนไปว่าพึ่งพิงหุ้นหลักของ 2 บริษัทมากเกินไป มีค่าความผันผวน สูง 21-24% และตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ที่ดัชนี CSI 300 มีค่าความผันผวน 22-25% ต่อปี กับตลาดหุ้นฮ่องกง โดยดัชนี หั่งเส็ง (Hang Seng) มีค่าความผันผวน 24-26% ต่อปี

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้ก็มีค่าความผันผวนสูงขึ้นค่ะ แต่ยังจัดว่าอยู่ในระดับปานกลางคือ 14-16% และดัชนี แดกซ์ (DAX) ของเยอรมนี มีค่าความผันผวนปานกลางเหมือนไทย คือ 14-15% ส่วนตลาดหุ้นหลักๆที่มีค่าความผันผวนต่ำตอนนี้มีเพียง ตลาดหุ้นลอนดอนเท่านั้น โดยดัชนีฟุตซี 100 (FTSE100) มีค่าความผันผวน 10-12% ต่อปี (อาจจะเป็นเพราะความสนใจของผู้ลงทุนต่อตลาดนี้ลดลงหลังแยกตัวออกจากอียู) และดัชนียอดฮิต เอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ที่ค่าความผันผวน ต่ำถึงปานกลาง คือ 12-14% ต่อปีค่ะ

ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมให้ท่านทราบคือ ในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ตลาดเหล่านี้มีการปรับตัวลดลงสูงสุดเรียงจากน้อยไปหามากดังนี้ ฟุตซี 100 ปรับตัวลงสูงสุดประมาณ -8.1% S&P500 -10.5% DAX -11.6% SET -12.3% NASDAQ100 -14.2% Nikkei 225 -17.8% CSI 300 -18.6% KOSPI -21% และ หั่งเส็ง -22.4%

ความผันผวนในระดับนี้ จึงไม่เหมาะที่จะนำพอร์ตการลงทุนระยะยาวมาทุ่มกับสินทรัพย์กลุ่มนี้ทั้งหมด เพราะหากท่านนำเงินที่ออมไว้เพื่อใช้หลังเกษียณทั้งหมด สมมุติว่ามี 5 ล้านบาท ถ้าท่านเข้าลงทุนไม่ถูกจังหวะ เช่นไปเข้าจังหวะที่ขึ้นสูงสุด แล้วตลาดเกิดปรับตัวลดลงมา 20% เงินลงทุนของท่านจะลดลงมาเหลือ 4 ล้านบาททันที เมื่อเทียบกับตอนท่านเก็บออม กว่าจะได้ 1 ล้านบาท ใช้เวลาเป็น 10 ถึง 20 ปีเลยทีเดียว

แต่หากท่านจัดสรรแบบ พอร์ตหลัก และพอร์ตรอง และจัดสรรไปพอร์ตรองเพียง 20% ของพอร์ตทั้งหมด ในปีผันผวน และท่านเข้าไปลงทุนในจังหวะที่เลวร้าย ท่านก็อาจจะขาดทุนไปประมาณ 2 แสนบาท ก็อาจจะใช้เวลา 2-4 ปีที่จะออมและได้ผลตอบแทนกลับคืนมา

ข้อเสียอีกประการหนึ่งของการย้ายพอร์ตการลงทุนไปมาทั้งพอร์ต คือ เป็นการยากที่จะเข้าและออกถูกจังหวะตลอดเวลา ส่วนใหญ่ถ้าย้ายผิด เกิดขาดทุน เมื่อย้ายออกมาแล้วจะไม่ค่อยกล้ากลับเข้าไปลงทุนอีก จึงทำให้เสียสองต่อเลยค่ะ คือขาดทุนจากการลงทุนแล้ว ยังเสียโอกาสในการลงทุนใหม่ด้วย ดิฉันไม่แนะนำเลยจริงๆ

สิ่งที่ดิฉันทำเวลาต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตรอง สำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาว ดิฉันอาจจะคาดการณ์ไปข้างหน้าสัก 1-2 ปี ว่าธุรกิจกลุ่มไหนน่าจะมาแรง และเริ่มทยอยนำเงินใหม่เข้าไปในกลุ่มนั้นๆ

นอกจากนี้ การไม่แนะนำให้ย้ายพอร์ตสินทรัพย์ระยะยาวไปลงทุนแบบทั้งพอร์ต ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงนะคะ ถ้าแนวโน้มมาดี เป็นเทรนของโลก ธุรกิจมีการเติบโต มีกำไรที่ดี เราควรจัดสรรเงินไปลงทุนค่ะ แต่เป็นการลงทุนในพอร์ตอื่น เช่น พอร์ตระยะปานกลางที่เราออมเงินและลงทุนไว้เพื่อการอื่น เช่น ออมและลงทุนระยะปานกลาง 2-5 ปี เพื่อไปเที่ยวรอบโลก หากเกิดอะไรขึ้นก็เที่ยวแถบเอเชีย หากได้ผลตอบแทนมากกว่าเป้าหมาย ก็อาจไปเที่ยวรอบโลกได้อย่างหรูกว่าที่ตั้งใจ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี งานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา มองไปข้างหน้า โลกเรามีความยุ่งเหยิงอยู่มากมาย ต้องลงทุนต้วยความระมัดระวัง ต้องดูให้ดีค่ะว่าแนวโน้มบางอย่างไปต่อได้ แต่บางอย่างอาจไปต่อไม่ได้