วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน 2569

Login
Login

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แตะ 5% อีกครั้ง: โอกาสที่มาพร้อมความผันผวน

Bond Yield สหรัฐฯ 10 ปีแตะ 5% อีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงยาว ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เปิดโอกาสลงทุนตราสารหนี้ แต่ยังเสี่ยงผันผวน จับตา Duration ให้เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยง

KEY POINTS

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะระดับ 5% อีกครั้งจากหลายปัจจัยกดดัน ทั้งการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับความต้องการ
  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างความเสี่ยงที่อาจผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น ซึ่งจะกลับมากดดันเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนต่อไป เนื่องจากตลาดยังประเมินผลกระทบที่ชัดเจนไม่ได้
  • สำหรับนักลงทุน Bond Yield ที่สูงขึ้นถือเป็นโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ และมีโอกาสสร้างกำไรจากราคาพันธบัตรที่อาจปรับตัวขึ้นหากเงินเฟ้อคลี่คลายในอนาคต
  • อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้มาพร้อมความเสี่ยงและความผันผวน เนื่องจากระดับ 5% อาจยังไม่ใช่จุดสูงสุด และการปรับขึ้นของ Bond Yield อย่างรวดเร็วสามารถทำให้ราคาพันธบัตรผันผวนได้มาก
  • ผู้เขียนแนะนำว่าในภาวะที่ไม่แน่นอน การเลือก "Duration" หรืออายุของตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ มีความสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์จุดสูงสุดของ Bond Yield

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกได้ปรับมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังเศรษฐกิจหลายประเทศส่งสัญญาณฟื้นตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงลดลงช้ากว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนมองว่าธนาคารกลางอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่เคยประเมิน

ท่ามกลางภาวะดังกล่าว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดตราสารหนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-Year U.S. Treasury Yield) ปรับขึ้นแตะระดับ 5% อีกครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงนับตั้งแต่ปี 2023

แม้ตัวเลข 5% จะเป็นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาลไทย แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นหนึ่งในอัตราอ้างอิงสำคัญของตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield จึงส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและทิศทางตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ความเสี่ยงที่ตลาดยังประเมินปลายทางไม่ได้

สิ่งที่ตลาดกังวลไม่ได้มีเพียงผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานและการขนส่ง หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หรือเส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดง (Red Sea) ราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากและต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง ทำให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคต และกดดัน Bond Yield ระยะยาวให้สูงขึ้น ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือ ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดเมื่อใด หรือผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดตราสารหนี้ในระยะข้างหน้า

เมื่ออุปทานพันธบัตรเพิ่มขึ้น แต่แรงซื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

นอกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อรองรับภาระการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนสถาบันไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการ ตลาดจึงต้องเสนอผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดเงินลงทุน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยอธิบายการปรับขึ้นของ Bond Yield ระยะยาว

Bond Yield ที่สูงขึ้น: โอกาสที่มาพร้อมความผันผวน

สำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ Bond Yield ที่สูงขึ้นมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ด้านหนึ่ง ผลตอบแทนที่สูงขึ้นช่วยเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุน และหากเงินเฟ้อคลี่คลายในอนาคต พันธบัตรยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจากราคาที่ปรับตัวขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง Bond Yield ที่ระดับ 5% ไม่ได้หมายความว่าเราได้เห็นจุดสูงสุดของรอบนี้แล้ว การปรับขึ้นของ Bond Yield อย่างรวดเร็วสามารถทำให้ราคาพันธบัตรผันผวนได้มาก นักลงทุนจึงไม่ควรถามเพียงว่า Bond Yield จะขึ้นไปถึงเท่าใด แต่ควรถามว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในวันนี้คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และควรเลือกลงทุนในตราสารอายุเท่าใดให้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง

Duration ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน

ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน การเลือก Duration อาจสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้น ผู้ลงทุนระยะยาวที่รับความผันผวนได้อาจใช้โอกาสนี้ทยอยล็อกผลตอบแทน ขณะที่ผู้ลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนอาจเลือกตราสารที่มี Duration สั้นกว่า

ท้ายที่สุด ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า Bond Yield จะไปสิ้นสุดที่ระดับใด แต่สิ่งที่ผู้ลงทุนควบคุมได้คือการเลือก Duration และกรอบเวลาการลงทุนให้เหมาะสม เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเลือก Duration ให้เหมาะสมอาจมีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้น และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยน Bond Yield ระดับสูงในวันนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวได้อย่างแท้จริง