วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2569

Login
Login

บทเรียนจากอินโดนีเซีย :ไทยต้องตื่นจากฝันประชานิยม เลี่ยงอนาคต หนี้ท่วม-โตต่ำ

สัญญาณอันตรายที่สุดที่ผู้บริหารเศรษฐกิจทุกประเทศหวาดกลัว ไม่ใช่เพียงแค่การที่ตลาดหุ้นปรับฐาน หรือการที่ค่าเงินอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด หากแต่คือภาวะที่เรียกว่า “Perfect Storm” หรือการที่ทุกตลาด-ทั้งตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดพันธบัตร-ถูกเทขายพร้อมกันอย่างรุนแรงจนเกิด “วิกฤติศรัทธา” และนั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพี่ใหญ่แห่งอาเซียนอย่าง “อินโดนีเซีย” ในเวลานี้

ตัวเลขการดิ่งเหวของสินทรัพย์อินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมานั้นสะท้อนภาพความตื่นตระหนกได้อย่างเด่นชัด ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในภูมิภาค ค่าเงินรูเปียห์ทะลุแนวต้านสำคัญสู่ระดับ 16,500 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลถูกต่างชาติทิ้งอย่างต่อเนื่อง สถาบันจัดอันดับเครดิตสากลทั้ง Fitch และ Moody's ต่างปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือสู่ “แนวโน้มเชิงลบ” (Negative Outlook) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะตลาดเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อนโยบายประชานิยมเรือธงอย่าง “โครงการอาหารฟรี” มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ของประธานาธิบดีปราโบโว ร่วมกับการขยายบทบาทแทรกแซงเศรษฐกิจของภาครัฐ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย: ความคล้ายคลึงที่น่าหวาดหวั่น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจาการ์ตากำลังส่งเสียงเตือนมายังกรุงเทพมหานคร หากเราวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและข้อเท็จจริงทางการคลัง จะพบว่าประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงคล้ายคลึงกันอย่างน่าตกใจ ในแง่ของ “การพึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและมาตรการอุดหนุนราคา”

งบประมาณรายจ่ายของไทยยังคงตั้งเป้าขาดดุลในระดับสูง โดยสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณชดเชยเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยนั้นพุ่งสูงเกินกว่า 3.5% ของ GDP ในปีงบประมาณล่าสุด ซึ่งหากเทียบสัดส่วนแล้ว ถือว่าไทยมีการขาดดุลที่รุนแรงกว่าอินโดนีเซียที่ปริ่มเพดานกฎหมายควบคุมวินัยการคลังที่ห้ามขาดดุลเกิน 3% ของ GDP เสียด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน โครงสร้างงบประมาณของไทยก็ถูกผูกมัดด้วยรายจ่ายประจำและงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จนทำให้ “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอนาคตลดน้อยถอยลงไปทุกที

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองประเทศยังมีจุดเปราะบางร่วมกันคือ ความอ่อนไหวต่อ “ราคาน้ำมันโลก” ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่รัฐบาลไทยต้องใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงมาตรการกู้เงินมาอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน แม้จะเป็นสิ่งจำเป็นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันคือการสร้างภาระหนี้ก้อนโตที่รอวันปะทุ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ

จุดต่างเชิงโครงสร้าง: ความได้เปรียบที่อินโดนีเซียมี แต่ไทย “ไม่มี”

สิ่งที่ผู้บริหารภาครัฐของไทยต้องตระหนักให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมคือ อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธาในขณะที่พวกเขายังมี “แต้มต่อ” ทางเศรษฐกิจมหาศาล เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตในระดับเฉลี่ย 5% ต่อปี มีโครงสร้างประชากรที่เป็นวัยแรงงานส่วนใหญ่ และมีระดับหนี้สาธารณะค่อนข้างต่ำเพียงราว 40% ของ GDP ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่า อินโดนีเซียยังมีเบาะรองรับความผิดพลาดทางนโยบายที่หนาพอสมควร

แต่สำหรับประเทศไทย เรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมกว่ามาก เศรษฐกิจไทยติดหล่มการเติบโตต่ำเรื้อรัง (Structural Slowdown) มานานหลายปี โดยตัวเลขการเติบโตของ GDP วนเวียนอยู่เพียงระดับ 1.5% - 2.0% ขณะที่หนี้สาธารณะของไทย ณ ปัจจุบัน ขยับขึ้นมาจ่อเพดานกฎหมายที่ 70% ของ GDP สภาวะที่ “ตัวหนี้โตเร็วกว่าตัวหาร (Debt growth is outpacing GDP growth)” ทำให้ฐานะทางการคลังของไทยมีความเปราะบางสูงมาก หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและการหลั่งไหลออกของเงินทุนเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย เราจะไม่มีหน้าตักหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะต้านทานกระแสน้ำได้เลย

ข้อเสนอแนะเฉพาะหน้าและเพื่อความยั่งยืน: ทางรอดของไทย

เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นโดมิโนตัวถัดไปในภูมิภาค ผู้บริหารประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงานอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอแนะหลักดังนี้:

1. ภาครัฐต้องเปลี่ยนผ่านจาก “ประชานิยมเหวี่ยงแห” สู่ “สวัสดิการพุ่งเป้า” (Targeted Subsidies) บทเรียนจากโครงการแจกอาหารฟรีของอินโดนีเซียชี้ว่า ตลาดทุนไม่ยอมรับนโยบายที่ใช้เงินมหาศาลแต่ขาดการันตีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยต้องยุติการดำเนินนโยบายแจกเงินหรืออุดหนุนแบบปูพรม แล้วเปลี่ยนมาใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้นับแสนล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าวไปรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

2. ปฏิรูปโครงสร้างรายได้และการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจัง เมื่อหนี้สาธารณะใกล้เต็มเพดาน ทางรอดเดียวคือการเพิ่มรายได้ รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ขยายฐานภาษีให้ครอบคลุม และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสถาบันจัดอันดับเครดิตและนักลงทุนทั่วโลกว่า ประเทศไทยมีแผนการระยะยาวที่ชัดเจนในการลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ

3. ภาคเอกชนต้องเร่งบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ในยามที่ภาครัฐต้องการกู้เงินจำนวนมากเพื่อชดเชยงบประมาณ จะเกิดภาวะแย่งสภาพคล่องในตลาด (Crowding-out Effect) ซึ่งจะดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น เอกชนไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ “ต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น” ควรเร่งจัดหาแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีต้นทุนคงที่ล่วงหน้า และต้องปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) อย่างเข้มงวด 100% เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก

4. หลีกเลี่ยงนโยบายรัฐนำตลาดและการแทรกแซงกลไกราคา ความกังวลประเด็นหนึ่งของนักลงทุนต่ออินโดนีเซียคือ การขยายบทบาทของรัฐเข้าไปยึดกุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ รัฐบาลไทยจึงต้องรักษาบรรยากาศการแข่งขันที่เสรีและโปร่งใส หลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐหรือกฎหมายพิเศษเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดของภาคเอกชน เพราะนั่นจะเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนและเร่งให้ทุนต่างชาติถอนตัวเร็วยิ่งขึ้น

อินโดนีเซียคือกระจกเงาของไทย

วิกฤตการณ์ในอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น “กระจกเงา” บานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน วินัยทางการคลังและความเชื่อมั่นของตลาดเป็นสิ่งที่มีราคาแพงและเปราะบางอย่างยิ่ง ประเทศไทยไม่มีแต้มต่อเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงเหมือนอินโดนีเซีย ดังนั้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะทำความผิดพลาดในระดับนโยบายได้เลย ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารประเทศจะต้องเปลี่ยนผ่านความเพ้อฝันของนโยบายประชานิยมระยะสั้น เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต มาตรการพักชำระหนี้ขนานใหญ่ และการกู้เงินทับถมเพื่ออุ้มราคาพลังงานชั่วคราว ไปสู่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในกระแสธารแห่งความผันผวนของโลกยุคใหม่