วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามผ่านจุดสูงสุด ตลาดเริ่มตั้งหลัก แต่ความเสี่ยงยังอยู่

สงครามผ่านจุดสูงสุด ตลาดเริ่มตั้งหลัก แต่ความเสี่ยงยังอยู่

หลังผ่านช่วงตื่นตระหนกอย่างหนักในเดือนก่อน ภาพของเดือนเมษายนเริ่มเปลี่ยนจากความกลัวว่า “สงครามจะลุกลามไม่สิ้นสุด” ไปสู่ความเชื่อว่า “ความตึงเครียดอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว” จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นเดือน ซึ่งช่วยคลายแรงกดดันต่อราคาน้ำมันลงในระยะสั้น และเปิดทางให้นักลงทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะถูกดึงเข้าสู่โต๊ะเจรจา มากกว่าจะบานปลายเป็นการเผชิญหน้าทางทหารเต็มรูปแบบ แม้ท้ายที่สุดยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนก็ตาม

บรรยากาศดังกล่าวหนุนให้ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนทั้งจากความหวังต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง และความคาดหวังต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง นักลงทุนจำนวนมากจึงหันกลับมาสะสมหุ้นสหรัฐฯ อีกครั้ง เพราะมองว่าเศรษฐกิจอเมริกามีภูมิคุ้มกันต่อภาวะพลังงานแพงหรือขาดแคลนมากกว่าหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ต่างจากหลายประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ความหวังดังกล่าวไม่ได้มั่นคงนัก เพราะเพียงไม่นานสถานการณ์ก็กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าสหรัฐฯ สกัดการเดินเรือของอิหร่าน ขณะที่ความเสี่ยงรอบช่องแคบฮอร์มุซกลับมาร้อนแรง และเกิดเหตุปะทะในพื้นที่ใกล้เคียงตามมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพนี้สะท้อนชัดว่า แม้ตลาดจะเริ่มเชื่อว่าสงครามอาจผ่านจุดตึงเครียดสูงสุดไปแล้ว แต่สถานการณ์ยังพร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา และยังอาจถูกใช้เป็นเกมต่อรองก่อนการเจรจารอบใหม่

“ช่องแคบฮอร์มุซ” จึงยังเป็นจุดอ่อนไหวของเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลราวหนึ่งในห้าของโลก เมื่อใดที่ตลาดเชื่อว่าการเดินเรือจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็มักอ่อนตัวลง แต่เมื่อใดที่มีสัญญาณปิดเส้นทางหรือยกระดับความเสี่ยง ราคาน้ำมันก็พร้อมพุ่งกลับได้ทันที ความผันผวนเช่นนี้ทำให้ต้นทุนพลังงานของโลกยังอยู่ในภาวะเปราะบาง และทำให้ตลาดการเงินตอบสนองต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์แบบวันต่อวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นั่นทำให้โจทย์ของเศรษฐกิจโลกในระยะนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “สงครามจะยุติเมื่อใด” แต่เป็นเรื่องของ ต้นทุนพลังงานจะทรงตัวได้นานเพียงใดมากกว่า เพราะหากราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมส่งผ่านไปยังเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเงินเฟ้อยังลดลงไม่เต็มที่ ความหวังต่อการลดดอกเบี้ยก็ย่อมถูกจำกัดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงยังบั่นทอนทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคและต้นทุนของภาคธุรกิจในหลายประเทศพร้อมกัน

ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงของตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนรูปจาก “ความกลัวสงคราม” ไปสู่ “ความกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ” มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในเอเชีย แม้ตลาดหุ้นจะได้แรงหนุนชั่วคราวจากข่าวหยุดยิงและบรรยากาศลงทุนที่ผ่อนคลายลง แต่หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงนานเกินไป ก็อาจกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคภายในประเทศ ต้นทุนของภาคธุรกิจ และเสถียรภาพของตลาดการเงินในเวลาเดียวกัน

ในภาวะที่ตลาดกลับมาเลือกลงทุนเป็นรายธีมมากขึ้น การจัดพอร์ตจึงต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการวางบทบาทของสินทรัพย์ให้ชัดเจนมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการรับโอกาสจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งยังมีแรงหนุนระยะยาวจากเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนด้าน AI และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคธุรกิจ กองทุนอย่าง TLTECH-H อาจเป็นทางเลือกที่สอดรับกับธีมดังกล่าว ขณะที่ TLA-GEQ เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศให้กว้างขึ้นผ่าน CIS และ/หรือ ETF ตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน ส่วนผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นไทย TLDIVEQ-D ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งอาจช่วยเสริมสมดุลให้พอร์ตมีทั้งโอกาสการเติบโตและลดความผันผวนได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่