วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก

ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตพลังงานหลัก เส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และจุดศูนย์กลางของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างรัฐมหาอำนาจในภูมิภาค การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ล้วนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจหลักทั่วโลก ผ่านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางนโยบายการเงิน ในบทความนี้จะขอรวบรวมผลกระทบที่สำคัญจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางต่อประเทศเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

สำหรับสหรัฐฯ ผลกระทบหลักจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางสะท้อนผ่านราคาน้ำมันและพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก แต่ราคาน้ำมันในประเทศยังคงเชื่อมโยงกับตลาดโลก การปรับขึ้นของราคาพลังงานส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพของภาคครัวเรือน ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ช้ากว่าที่คาด และอาจจำกัดความยืดหยุ่นของเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจบางภาคส่วนเริ่มชะลอตัว ความไม่แน่นอนดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น โดยนักลงทุนมีแนวโน้มปรับพอร์ตเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง

สำหรับเศรษฐกิจยุโรปได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ เนื่องจากโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานนำเข้า แม้หลายประเทศจะพยายามกระจายแหล่งพลังงานหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน แต่ตะวันออกกลางยังคงเป็นแหล่งสำคัญของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนการผลิต ภาคครัวเรือน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตยุโรป

นอกจากราคาพลังงานแล้ว อุปสรรคด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญของผลกระทบ ความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย-ยุโรป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวส่งผลลบต่อภาคการผลิตของยุโรป ซึ่งเดิมก็เผชิญกับอุปสงค์ที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบางอยู่แล้ว

ในด้านนโยบาย ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อด้านต้นทุนกลับมาเร่งตัว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง เป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในระยะกลาง

ทางด้านญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคานำเข้า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่เพียงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านต้นทุนพลังงาน แต่ยังสะท้อนผ่านค่าเงินเยนที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าและค่าครองชีพของครัวเรือนปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในบริบทนี้ การเจรจาค่าจ้างประจำปีของญี่ปุ่น (Spring Wage Negotiations หรือ Shunto) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มองว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฏจักรเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน หากการเจรจาค่าจ้างนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างในวงกว้าง อาจช่วยชดเชยผลกระทบด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากทั้งค่าพลังงานและค่าจ้างพร้อมกัน ซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรและการตัดสินใจลงทุน ส่งผลให้ BOJ ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

สำหรับจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม จีนมีข้อได้เปรียบจากการจัดหาพลังงานที่หลากหลาย การถือครองน้ำมันสำรองในระดับสูง และบทบาทเชิงการทูตกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้บางส่วน ขณะเดียวกัน จีนยังเพิ่มการใช้เส้นทางขนส่งทางบกและทางรถไฟ เช่น เส้นทาง China–Europe Railway เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว แม้ต้นทุนและขีดความสามารถจะยังไม่สามารถทดแทนการขนส่งทางทะเลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ จีนกลับได้รับประโยชน์เชิงเปรียบเทียบจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสรรคด้านการขนส่งน้ำมัน ช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภคให้เปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและการนำเข้าน้ำมัน อุตสาหกรรม EV ยังมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์ระหว่างประเทศน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท

ในเชิงนโยบาย รัฐบาลจีนมีแนวโน้มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพราคา เพื่อจำกัดผลกระทบจากภายนอกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

โดยสรุป ความวุ่นวายในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านกลไกราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของตลาด แม้แต่ละประเทศจะมีระดับความเปราะบางแตกต่างกัน แต่ล้วนต้องเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน การติดตามพัฒนาการในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด และการเตรียมมาตรการรองรับเชิงนโยบาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูล รวมถึงความเสี่ยงที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้