วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน

ตามที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทรกแซงราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระของประชาชน จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบแล้วราว 4 หมื่นล้านบาท และกำลังอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับการขยายวงเงินเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท ​เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยหากกองทุนน้ำมันกู้เต็มวงเงินที่เพิ่ม จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะ ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66.09% ทำให้เหลือช่องว่างที่สามารถกู้ได้อีกราว 3 แสนล้านบาท ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี

ภายใต้กลไกปกติ รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการหาแหล่งเงินกู้ เช่น จากสถาบันการเงินซึ่งเสนอเงื่อนไขที่ดีเท่าที่เป็นได้ในสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้

แต่หากจะลองพิจารณาเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบใหม่ เช่น การใช้ Stablecoin เงินบาท ประเภทที่มีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง โดยให้สถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันยื่นข้อเสนอ) เป็นผู้ออก Stablecoin ภายใต้เงื่อนไขว่าทุก ๆ Stablecoin ที่ออก ต้องมีพันธบัตรกระทรวงการคลังหนุนหลัง (Treasury-backed Stablecoin) สำหรับเพิ่มเงินใส่กองทุนน้ำมัน และใช้ในโครงการที่จำเป็นอื่น ๆ ของรัฐบาลในอนาคต ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจไม่น้อยในเชิงนโยบาย

แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับที่สหรัฐอเมริกา เพิ่งมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า GENIUS Act หรือชื่อเต็มคือ “Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act” ที่กำหนดแนวทางให้เอกชนเป็นผู้ออก Stablecoin และรัฐเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเน้นใช้ประโยชน์จากความเป็นอิสระและปลอดจากการพึ่งระบบที่อาศัยตัวกลาง เพื่อสร้างแรงจูงใจตลาด (แตกต่างจากแนวทางการใช้ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องการควบคุมแบบรวมศูนย์กับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและผู้ใช้งาน)

ใช้ Stablecoin เงินบาท เพิ่มเม็ดเงินในกองทุนน้ำมัน วิธีการคือ รัฐออกกฎหมายให้ใบอนุญาต (License) และกำหนดคุณสมบัติของผู้ออก Stablecoin (เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ) ข้อกำหนดประเภทสินทรัพย์ที่ใช้หนุนหลัง (เช่น พันธบัตรกระทรวงการคลัง หรือสินทรัพย์อื่นที่อนุญาต) รวมทั้งขอบเขตและความคุ้มครองในการใช้งาน Stablecoin ตลอดจนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลตามกฎหมาย

เมื่อได้ผู้รับอนุญาต การออก Stablecoin ในแต่ละรอบ กระทรวงการคลังจะได้เงินจากการขายพันธบัตร เพื่อนำไปเติมให้แก่กองทุนน้ำมัน (หรือโครงการอื่น ๆ) โดยรัฐสามารถออกเป็นพันธบัตรที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน แลกกับที่เอกชนผู้รับอนุญาตได้ธุรกิจและการสร้างมูลค่าที่เกี่ยวเนื่องกับการออก Stablecoin

พูดอย่างง่าย คือ รัฐสามารถกู้เงินแบบไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วยเครื่องมือ Stablecoin โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการหาแหล่งเงินกู้ตามกลไกปกติ

ตัวอย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์รับอนุญาต 5 ราย ได้สิทธิการออก Stablecoin มูลค่ารายละ 3 หมื่นล้านบาท ธนาคารต้องเข้าซื้อพันธบัตรคลังในมูลค่าที่เท่ากันรวม 1.5 แสนล้านบาทเพื่อใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง และรัฐได้เงินจากการขายพันธบัตรนำมาเติมให้กับกองทุนน้ำมันจำนวน 1.5 แสนล้านบาทตามที่ต้องการ

ในขณะที่ ธนาคารผู้รับอนุญาต สามารถนำ Stablecoin ที่ออก ไปใช้สร้างธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การใช้จ่ายในธุรกรรมแบบออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับ DeFi (Decentralized Finance) หรือบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนบล็อกเชน ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นอกจากนี้ หากการออก Stablecoin ได้รับอนุญาตให้มีผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียมบางประเภท เช่น ค่าสิทธิของผู้ออกเหรียญ (Creator Fee) ค่าธรรมเนียมการใช้งาน (Transaction Fee) รัฐยังสามารถเก็บรายได้ในรูปของภาษีจากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่เกิดจากการใช้งาน Stablecoin ในระบบได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ด้วยเครื่องมือ Stablecoin ที่นอกจากมิได้ทำให้รัฐมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนแล้ว รัฐยังสามารถมีรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้งาน Stablecoin เหล่านี้ในวงกว้างอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น กรณี Stablecoin ที่ออกใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบแล้ว มิได้ถูกออกแบบให้มีกระบวนการทำลายเหรียญทิ้ง (Burn) จะมีผลทำให้พันธบัตรที่ใช้เป็นสินทรัพย์หนุนหลังไม่จำเป็นต้องมีอายุไถ่ถอน หรืออีกนัยหนึ่งทำให้พันธบัตรมีคุณสมบัติเป็น Perpetual Bond และเมื่อนำมาประกอบกับเงื่อนไขที่ไม่มีภาระการจ่ายดอกเบี้ยด้วยแล้ว จึงทำให้พันธบัตรดังกล่าว อาจจัดเป็นตราสารทุน ตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ (IPSAS) โดยหากพิจารณาแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นตราสารหนี้ ก็จะไม่กระทบกับตัวเลขหนี้สาธารณะที่ต้องเผชิญกับกรอบเพดานจำกัดแต่อย่างใด

ปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการออก “Tokenized Deposits” หรือเป็นโทเคนที่ออกโดยธนาคารบนบล็อกเชนโดยมีเงินฝากของแต่ละเจ้าของบัญชีหนุนหลัง สำหรับใช้ประโยชน์ภายในระบบนิเวศของธนาคารเอง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจาก “Treasury-backed Stablecoin” ที่ออกแบบโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กิจการแห่งรัฐ ตามที่กล่าวมาข้างต้น