วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2569

Login
Login

ก้าวสำคัญของตลาดคริปโทฯ : แนวทางการร่วมมือระหว่างSEC และ CFTC

ก้าวสำคัญของตลาดคริปโทฯ : แนวทางการร่วมมือระหว่างSEC และ CFTC

มีอยู่คำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในวงการคริปโทฯ มากว่าสิบปีคือ สินทรัพย์อย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ควรถูกจัดอยู่ในประเภทสินค้าโภคภัณฑ์หรือหลักทรัพย์ แล้ว altcoins อื่นๆ อีกหลายพันเหรียญอยู่ในหมวดไหนกันแน่ คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อวิชาการ แต่คำตอบที่เกิดขึ้นจะเป็นการกำหนดว่าหน่วยงานใดมีอำนาจที่จะกำกับดูแล และกฎหมายใดสามารถบังคับใช้ได้ ซึ่งคำถามดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อทั้งผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน และสถาบันการเงิน

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2026 ที่ผ่านมา มีพัฒนาการสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐ เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) และ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ได้ประกาศแนวทางความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน พร้อมลงนาม MOU เพื่อทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการ

ในก่อนหน้านี้ ทั้งสองหน่วยงานต่างมีบทบาทในการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯในมิติที่แตกต่างกัน ซึ่งในบางกรณีอาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในเชิงขอบเขตอำนาจกำกับดูแล และสร้างความสับสนให้กับทุกฝ่าย ทั้งบริษัทที่ต้องการออก token บริษัทที่ต้องการเปิด exchange และสถาบันการเงินที่อยากเข้ามาในตลาดคริปโทฯ แต่ไม่รู้ว่าต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใด โดยบางรายอาจต้องทำการยื่นขออนุญาตทั้งสองหน่วยงานพร้อมๆ กัน ซึ่งนอกจากจะสิ้นเปลืองเวลาและต้นทุนแล้ว ยังไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับอนุมัติจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ดี ความไม่ชัดเจนนี้ไม่ใช่แค่ความยุ่งยากทางด้านเอกสาร แต่คือความเสี่ยงเชิงกฎหมายที่ทำให้กองทุนและธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งเลือกที่จะนั่งดูอยู่ข้างสนามมาตลอด

สิ่งที่ทั้งสองหน่วยงานประกาศออกมาในครั้งนี้คือ Token Taxonomy หรือระบบจำแนกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ Digital Commodities, Digital Collectibles, Digital Tools, Stablecoins และ Digital Securities โดย Bitcoin, Ethereum, Solana และ XRP อาจมีลักษณะเข้าข่ายสินทรัพย์ประเภท Digital Commodities ซึ่งไม่ใช่หลักทรัพย์ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CFTC เป็นหลัก

นัยสำคัญของเรื่องนี้คือ ที่ผ่านมา SEC ภายใต้การนำของ Gary Gensler มีการใช้แนวทาง กำกับดูแลผ่านการบังคับใช้กฎหมาย หรือที่เรียกว่า regulation by enforcement กล่าวคือแทนที่จะออกกฎชัดเจนล่วงหน้า แต่ SEC กลับรอให้บริษัททำผิดก่อนแล้วค่อยฟ้อง ทำให้ทุกฝ่ายต้องเดาว่าอะไรเข้าข่ายถูกหรืออะไรเข้าข่ายเป็นความผิด การประกาศครั้งนี้ถูกมองโดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนว่าอาจสะท้อนแนวโน้มของการเพิ่มความชัดเจนในหลักเกณฑ์ ซึ่ง Paul Grewal หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Coinbase ออกมาแสดงความเห็นว่า “ปี 2023 ที่ผ่านมา ผมคงไม่มีทางจินตนาการว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น” สะท้อนมุมมองเชิงบวกของผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมต่อพัฒนาการดังกล่าว

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือเรื่อง Dynamic Classification หรือการที่สถานะของ token สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามพัฒนาการของโครงการ ตัวอย่างเช่น token ที่ออกขายในช่วงแรกผ่าน ICO อาจถูกมองว่าเป็นหลักทรัพย์ แต่เมื่อโครงการเติบโตจนกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง มูลค่าของตัว token จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับทีมงานหลักของโครงการอีกต่อไป สถานะก็สามารถเปลี่ยนออกจากการเป็นหลักทรัพย์ได้ แนวคิดนี้ถูกกล่าวถึงในแวดวงกฎหมายและอุตสาหกรรมว่าสถานะทางกฎหมายของ token ไม่ได้ตายตัวและหยุดนิ่งที่เพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่เปลี่ยนไปในทางปฏิบัติจะมีสามเรื่องหลัก กล่าวคือ ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจมีความชัดเจนมากขึ้นในการประเมินความเสี่ยงด้านกฎหมายในการให้บริการสำหรับ exchange และ custodian ที่สามารถถือ Bitcoin หรือ Ethereum ให้ลูกค้าโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูก SEC ฟ้องว่าให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่มีใบอนุญาต เรื่องที่สองคือสถาบันการเงินที่เคยรอความชัดเจนอยู่ อาจกลับมาพิจารณาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และธนาคารที่ผ่านมาอ้างว่า “ยังไม่ชัดเจนทางกฎหมาย” อาจจะต้องกลับมาพิจารณาสถานะของตัวเองใหม่ และเรื่องที่สามคือ DeFi protocol ที่ทำ staking mining และ airdrop อาจมีกรอบในการประเมินความเสี่ยงด้านกฎหมายของกิจกรรมดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการดังกล่าวยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความไม่แน่นอนทางกฎหมายทั้งหมด โดยการประกาศครั้งนี้เป็นเพียงการให้คำแนะนำที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลเพื่ออธิบายและเสริมความชัดเจนของกรอบกฎระเบียบที่มีอยู่ มากกว่าการออกกฎหมายใหม่ ในขณะที่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น Digital Asset Market Clarity Act ที่ยังคงค้างอยู่ในชั้นวุฒิสภาสหรัฐ รวมถึงการพิจารณาประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการหารือ อาทิ การกำกับดูแลสินทรัพย์ประเภท stablecoin และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองระดับสากล การประกาศของ SEC และ CFTC ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล โดยแนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐมักได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด และอาจถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงโดยหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศอื่นๆ สำหรับนักลงทุนที่ติดตามตลาดคริปโทฯอยู่ จะเห็นว่าถึงแม้ในช่วงเวลาที่ราคาสินทรัพย์ยังคงมีความผันผวน และซบเซา แต่ความคืบหน้าด้านกฎหมายที่กำลังถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการให้ข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอาจเปลี่ยนแปลงได้

คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้