กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตัดสินใจตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.2569 เป็นการเปิดเกมสู้ราคาน้ำมันอีกครั้งหลังจากสหรัฐและอิสราเอลร่วมกันบุกอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง
โดยนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ระบุว่าหากภายในสัปดาห์นี้ยังไม่มีสัญญาณสถานการณ์คลี่คลายจะทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันในประเทศมาตลอดในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา โดยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อการพยุงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม (LPG) จนมีสถานะติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2565 ติดลบถึง 132,671 ล้านบาท บนสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงเกินบาร์เรลละ 120 ดอลลาร์
สถานการณ์ครั้งนั้นทำให้รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้กรอบวงเงินสูงสุดไม่เกิน 150,000 ล้านบาท และได้มีการกู้เงินรวม 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 โดยเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงินตั้งแต่เดือน พ.ย.2567 และปัจจุบันยอดหนี้เงินกู้เหลือ 30,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณการว่าจะชำระหมดภายในปี 2572 แต่ถ้ามีการออก พ.ร.ก.อีกครั้งย่อมทำให้หนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีก
ช่วงดังกล่าวเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจนใกล้ถึงขีดจำกัด คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงต้องงัดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลมาใช้กดราคาหน้าสถานีบริการ โดย ครม.อนุมัติต่อเนื่องถึง 9 ครั้งในช่วงปี 2565-2567 ได้ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีรวมทั้งสิ้นถึง 178,100 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นต้องการตรึงราคาน้ำมันและ LPG ต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน
การสู้รบในตะวันออกกลางครั้งนี้รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลัก รวมทั้งมีการหารือเพื่อเตรียมออก พ.ร.ก.ผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกระทรวงพลังงานยังระบุถึงการเจรจากับกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นแนวทางสุดท้าย ซึ่งการอุดหนุนพลังงานมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการอุดหนุนราคาต่อเนื่องจะทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจประหยัดพลังงาน





