วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ภาพเดือนมีนาคมแนวโน้มดี SET โดดเด่น

ภาพเดือนมีนาคมแนวโน้มดี SET โดดเด่น

เดือน กุมภาพันธ์ สินทรัพย์ที่คึกคักที่สุดหนีไม่พ้นหุ้นไทย SET index วิ่งขึ้นตามคาดเป็นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปรับตัวแรงเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา นักลงทุนไทยตอบรับดีมาก ส่วนอีกเรื่องราวหนึ่งก็เป็นประเด็นต่างประเทศ เรื่องความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ทำเอาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนค่อนข้างแรง ท้ายเดือนเรื่อง ศาลสูงสหรัฐฯ พิพากษาว่า Reciprocal tariff ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ก็ว่ากันต้องติดตามกันต่อว่ามาตราอื่นที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หยิบมาใช้ยกภาษีนำเข้าแทนตัวเดิม ท้ายสุดประเทศไทยปิดจบเดือนด้วยการที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ แค่ 1.0% ถือว่าผิดคาด แต่เป็นบวกกับตลาดหุ้น ทำให้ SET Index พุ่งทะลุ 1,500 จุด ได้ ในวันที่ 25 ก.พ. ตามมาดู รายละเอียดและประเด็นอื่นๆเพิ่มเติมได้ครับ

คราวนี้ขอเริ่มที่ไทยก่อนนะครับ มาเริ่มกันเลย SET Index ปรับตัวเป็นขาขึ้นทันที พร้อมกับแรงซื้อจำนวนมากของนักลงทุนต่างชาติ หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. ออกมาว่า พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นอันดับ 1 มีคะแนนนำเกือบถึง 200 ที่นั่ง บ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ทันที ถัดมาคือ GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% เทียบกับปีก่อน และ 1.9% เทียบกับไตรมาสก่อน ดีกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้พอสมควร นอกจากนั้น สภาพัฒน์ฯยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็นช่วง 1.5-2.5% จากเดิมที่ 1.2-2.2%

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ที่สภาพัฒน์ฯ มีมุมมองเชิงบวกขึ้นจากเดิมค่อนข้างมากได้แก่การส่งออกและการลงทุน ส่วนทางด้านเงินเฟ้อ สภาพัฒน์ฯปรับลดคาดการณ์ปีนี้ลง โดยกรอบล่างมองมีโอกาสถึงขั้นหดตัวที่ 0.3% ด้านกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขส่งออกเดือน ม.ค.ขยายตัว 24.4% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้หักทองคำออกไปแล้ว ก็ยังขยายตัวได้ถึง 19.1% ถือเป็นอีกครั้งที่ยอดส่งออกเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ โดย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวโดดเด่น ตามกระแสอุปสงค์ในระดับโลก ท้ายเดือน กนง.ตัดสินใจ ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.00% แต่ส่งสัญญาณว่าอาจเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของรอบนี้

ขณะที่ ความเคลื่อนของต่างประเทศ เริ่มด้วยสหรัฐฯ รายงานตัวเลขตลาดแรงงานประจำเดือนมกราคมปรากฏว่าแข็งแกร่งกว่าตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับเพิ่มขึ้นถึง 130,000 ตำแหน่ง เทียบกับตลาดคาดที่ 65,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับลดลงเหลือ 4.3% ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

ตามมาด้วยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ (ดัชนีราคาผู้บริโภค) ประจำเดือนมกราคม พบว่าเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ขยายตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย ส่วนการประชุม FED ผลการประชุม พบว่ากรรมการส่วนหนึ่งส่งสัญญาณว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมควรถูก “พักไว้ก่อน” ในช่วงนี้ และอาจกลับมาดำเนินการอีกครั้งในช่วงปลายปี หากเงินเฟ้อชะลอลงตามที่คาดการณ์ไว้ และท้ายเดือน ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกภาษีนำเข้า ด้วยมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ประธานาธิบดี ธรัมป์ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่ใช้อ้าง (IEEPA) ในการออกคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าแบบกว้างขวางทั่วโลก เพราะตามรัฐธรรมนูญ อำนาจในการเก็บภาษีและกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของประธานาธิบดี 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำประกาศของศาลไม่กี่ชั่วโมงทางประธานาธิบดีสหัฐฯ ออกแถลงการแสดงความไม่เห็นด้วยทันที พร้อมประกาศว่าเขาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกำหนด “ภาษีทั่วโลก” อัตรา 10% ฉบับใหม่ (ซึ่งอาจขยายเพิ่มเติมเป็น 15% ในเวลาต่อมา) ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมาย Trade Act ปี 1974 โดยภาษีชุดใหม่นี้จะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีอื่น ๆ ที่ยังคงมีผลอยู่หลังคำตัดสินของศาล ที่ได้เพิกถอนภาษีที่ทรัมป์เคยกำหนดโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ดูทรงก็ประมาณให้ได้ภาษีเท่าเดิมไม่ต้องคืนภาษี ครับ

สำหรับ ภาพการลงทุนในเดือน มีนาคม ที่โดดเด่นสุด น่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม SET Index อยู่ในระดับที่ค่อนข้างเต็มมูลค่าเชิงปัจจัยพื้นฐาน ทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงปรับตัวอยู่ในช่วงแคบๆ ส่วนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเริ่มเข้าสู่ระดับที่ไม่น่าสนใจ ดังนั้น ถ้ามองภาพรวมจากผลตอบแทนของสินทรัพย์ในแต่ละประเภท สินทรัพย์เสี่ยงดูน่าสนใจกว่า และนี่คือเหตผลสำคัญที่ การปรับตัวขึ้นของ SET Index ในรอบนี้ อาจจะเป็นแค่ คลื่นลูกแรก ซึ่งอาจจะมีพักฐานบ้างแต่ก็น่าจะมีคลื่นลูกถัดไป 

สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนนี้ ได้แก่ พัฒนาการของปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของกกต.ว่าจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด โดยหากมีความล่าช้าหรือมีอุปสรรค เช่น การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบสำคัญต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เนื่องจากจะทำให้แนวโน้มการเข้ามาทำงานของรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าออกไปอีก

พอร์ตการลงทุนเดือนนี้ ผมมองว่า ภาพความเสี่ยงยังคงเดิมใน ขณะที่ปัจจัยบวกกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหุ้นไทย น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 50% สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย จัดสรรลงทุนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันครับ ทั้งนี้ เน้น หุ้น ขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก โดยกลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก ส่วนที่เหลือ 40% กระจายลงทุนในตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี สำหรับ 10% ยังเป็นสินทรัพย์ทางเลือก เช่นทอง กับ REIT ครับ