เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) อย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งในสายตาของนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล แผนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารนโยบายทั่วไป แต่คือสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยกำลังวางรากฐานให้คริปโทเคอร์เรนซีกลายเป็น mainstream asset class ที่ถูกกฎหมายและเข้าถึงได้จริง
ชื่อแผนบ่งบอกถึงลำดับความสำคัญได้อย่างชัดเจน โดยมี “Trust” มาก่อน “Growth” สะท้อนถึงตลาดทุนไทยในช่วงปี 2567-2568 ที่เผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่ดัชนี SET ที่ย่อตัวต่อเนื่อง และเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลออก ไปจนถึงคดีการเงินที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่ฝั่งคริปโทฯ ก็มีกรณีแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่ได้รับใบอนุญาตดึงดูดเม็ดเงินคนไทยออกนอกระบบ สำนักงาน ก.ล.ต. จึงวางเสาหลักแรกของแผนไว้ที่การยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมความแข็งแกร่งด้าน Cyber Resilience ให้กับผู้ประกอบธุรกิจในระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นก่อนผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่
5 เป้าหมายหลักของ สำนักงาน ก.ล.ต. แสดงทิศทางตลาดทุนไทยที่ชัดเจนว่ากำลังมุ่งไปทางไหน โดยเป้าหมายแรกคือการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ส่วนเป้าหมายที่สองซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนคริปโทฯ คือการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม โดยวางเป้าหมายพัฒนาระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลและการ Tokenization เต็มรูปแบบ รวมถึงการผลักดัน Crypto ETF โดยเร่งวางหลักการและจัดทำหลักเกณฑ์รองรับเป้าหมายที่สามที่มุ่งสู่ตลาดทุนยั่งยืนผ่าน ESG และ Green Finance เป้าหมายที่สี่คือการเสริมสร้างสุขภาพทางการเงินและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว และเป้าหมายสุดท้ายคือการปฏิรูปองค์กรสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการยกระดับการกำกับดูแล โดยนำ AI และระบบกำกับดูแล (SupTech) มาใช้
นอกจากแผนยุทธศาสตร์แล้ว ต้นปี 2569 ยังมีพัฒนาการเชิงกฎหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ครม. มีอนุมัติเห็นชอบการแก้ไข พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยรับรองให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดอนุพันธ์และตลาดทุนได้อย่างเป็นทางการ (ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 43/2569) ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ และเป็นการยกระดับสถานะของสินทรัพย์ดิจิทัล ในเชิงกฎหมายโดยสมบูรณ์ ซึ่งขั้นตอนถัดไป สำนักงาน ก.ล.ต. จะร่างกฎเพิ่มเติมสำหรับใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ครอบคลุมการให้บริการ derivatives ควบคู่กับการประสานงานกับ TFEX เพื่อเตรียมความพร้อมในการกําหนดรายละเอียดสัญญา
ในส่วนของผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Crypto ETF ที่สร้างเสียงฮือฮาในหมู่นักลงทุน รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. คุณจอมขวัญ คงสกุล ระบุว่าอาจเปิดตัวได้ในปี 2569 ซึ่ง บลจ. จะบริหารจัดการร่วมกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต โดยรูปแบบของ Crypto ETF จะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ 3 ด้านให้นักลงทุนได้พร้อมๆ กัน คือ 1. ความปลอดภัย (ลดความเสี่ยงจากการเก็บรักษา Private Key ด้วยตนเอง) 2. ความสะดวก (ซื้อขายได้ผ่านบัญชีหลักทรัพย์) และ 3. ความน่าเชื่อถือ (อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในต่างประเทศที่ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ ตัวอย่างเช่น Bitcoin ETF ของ สหรัฐฯ ที่ได้รับการอนุมัติจาก SEC ในช่วงต้นปี 2567 สามารถดึงเม็ดเงินไหลเข้าได้กว่า 37,000 ล้านดอลลาร์ในปีแรก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ exposure ในตลาดสนทรัพย์ดิจิทัลของนักลงทุนที่ยังต้องการความสะดวกและปลอดภัยในการลงทุน
มาตรการที่ส่งผลกระทบโดยตรงที่สุดต่อนักลงทุนไทยในตอนนี้คือการยกเว้นภาษี โดยกฎกระทรวงฉบับที่ 399 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเดือนกันยายน 2568 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไรการขายคริปโทฯ และ โทเคนฯ (Capital Gains Tax) ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก สำนักงานก.ล.ต. เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นการซื้อขายผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น
ภายใต้การสนับสนุนด้านภาษีและผลิตภัณฑ์การลงทุน รัฐบาลยังได้วางเส้นแบ่งที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงยืนยันบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะ สินทรัพย์เพื่อการลงทุน มากกว่าการเป็น สื่อกลางชำระเงิน (Means of Payment) โดยยังคงห้ามนำมาใช้ชำระค่าสินค้าทั่วไป ยกเว้นในพื้นที่ Sandbox เฉพาะกลุ่ม เช่น โครงการ TouristDigiPay สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นอกจากนี้ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมาย ‘Building Trust’ หรือการสร้างความเชื่อมั่นตามแผนยุทธศาสตร์ มาตรการความปลอดภัยจึงถูกยกระดับขึ้นควบคู่กัน ผ่านการบังคับใช้กฎเกณฑ์การป้องกันการฟอกเงิน (AML) และ Travel Rule ในปี 2569 ซึ่งส่งผลให้แพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตต้องตรวจสอบธุรกรรมอย่างเข้มงวดขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานและป้องกันเงินทุนไหลออกนอกระบบ
การขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ “Building Trust, Powering Growth” และการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ สอดคล้องกับการแข่งขันในระดับภูมิภาค ทั้ง สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ที่ต่างเร่งสร้างความชัดเจนทางกฎหมายเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ซึ่งความสำเร็จของไทยจะขึ้นอยู่กับการนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการให้ข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก ก.ล.ต. ที่ sec.or.th/digitalasset
คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้





