ปัจจุบันตลาดคริปโทเคอร์เรนซีได้ถูกคอนเฟิร์มแล้วว่าได้เข้าสู่ Bear market อย่างเป็นทางการ จากหลาย ๆ ตัวชี้วัด อาทิ ปัจจัยมหภาคที่สภาพคล่องเริ่มชะลอตัวลง, ข้อมูล On-chain แสดงให้เห็นว่า Smart money หรือ Long-Term holders (ผู้ที่ถือ BTC เกิน 155 วัน) ทำการเทขายในอัตราเร่ง, ปัจจัยเชิงเทคนิคราคาปรับตัวหลุดเทรนด์ขาขึ้นอย่างชัดเจน รวมไปถึงปริมาณสัญญาที่เปิดในตลาดอนุพันธ์ได้ลดลงกว่า 40% นับจากจุดสูงสุดปีที่แล้ว สะท้อนถึง Sentiment ของนักลงทุนที่ถอดใจ และออกจากตลาดไป
คำถามที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในช่วงนี้คือ แล้ว Bear market รอบนี้จะลึกและนานแค่ไหน ? ซึ่งหากตอบแบบกำปั้นทุบดิน แน่นอนไม่มีใครรู้จุดต่ำสุดและสูงสุดของแต่ละรอบได้ แต่หากอิงข้อมูลสถิติในอดีตเราจะพอคาดเดาช่วงราคา และช่วงเวลาที่ได้เปรียบในการเก็บสะสมในแต่ละ Cycle ได้ดังนี้
1. Maximum Drawdown (MaxDD) หรือความลึกในการปรับฐาน ในแต่ละ Cycle โดยหากอิงจากการปรับฐานในรอบก่อน ๆ คือปี 2017-2019 อยู่ที่ราว 85% และปี 2021-2023 อยู่ที่ราว 75% ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ MaxDD ลดลงเรื่อย ๆ จากกลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาเป็นกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้นส่งผลให้ความผันผวนของราคาลดลง โดยใน Cycle ปี 2025-2026 เองได้มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันเป็นผู้เล่นหลัก ซึ่งพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้เน้นเข้ามาเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตมากกว่าเก็งกำไร จึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ความผันผวนโดยรวมของตลาดลดลง และ MaxDD ของ Cycle ลดลงไปอยู่ในกรอบ 60-70% หรือคือ BTC ที่กรอบราคา 40,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ
2. อิงจากข้อมูล On-chain ที่ชื่อ Market Value to Realized Value (MVRV) หรือคือตัวชี้วัดที่เทียบมูลค่าตลาดปัจจุบันกับต้นทุนคนส่วนใหญ่ในตลาด เช่น หาก MVRV 1.5 เท่า หมายถึงคนส่วนใหญ่มีกำไร 50% และ หาก MVRV 0.7 เท่าหมายถึงคนส่วนใหญ่ขาดทุน 30% เป็นต้น โดยหากอิงข้อมูลสถิติในอดีตจาก Glassnode ช่วง 2 Cycle ที่ผ่านมาตลาดขาขึ้น MVRV เคยไปพีคที่ระดับ 3-6 เท่า และทำจุดต่ำสุดที่ราว 0.8 เท่า (กราฟสีส้มในรูป) อย่างไรก็ดีในจุดสูงสุดของ Cycle ที่ผ่านมา BTC มี MVRV พีคที่เพียง 2.7-2.8 เท่าเท่านั้นซึ่งต่ำกว่า Cycle ก่อน ๆ ทำให้เราอาจตีความได้ว่าในขาลงก็อาจจะลงน้อยกว่า Cycle ก่อน ๆ เช่นเดียวกัน โดยหากอิงกรอบ MVRV 0.8-1.0 เท่าในรอบนี้จะได้กรอบราคาของ BTC ที่ 44,000-55,000 ดอลลาร์สหรัฐ
(รูป)
1. ระยะเวลาของ Bear market ในอดีต โดยอ้างอิงจากสถิติในอดีตทุก ๆ Cycle จะมีช่วงระยะเวลาปรับฐานที่ใกล้เคียงกันคือราว 1 ปีหลังจากการปรับฐานจากจุดสูงสุด ซึ่งจุดสูงสุดของรอบปัจจุบันจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2025 ทำให้ระยะเวลาที่น่าจะเป็นสำหรับ Bear market จะลากยาวถึงประมาณช่วงเดือนตุลาคมปี 2026 เช่นกัน
2. New catalysts หรือปัจจัยสนับสนุนใหม่ โดยทุก ๆ รอบของการปรับขึ้นของตลาดคริปโทฯ จะมาพร้อมกับปัจจัยขับเคลื่อนใหม่เสมอ อาทิ ปี ICO ในปี 2017, DeFi ในปี 2021 และ ETFs ในปี 2024 เป็นต้น ซึ่งใน Cycle ถัดไปสิ่งที่น่าจับตาอาจจะเป็นกฎหมายที่จะปลดล็อคให้กลุ่มนักลงทุนที่ใหญ่มากขึ้นเข้ามาในตลาด อาทิ Bitcoin act หรือ Gold revaluation ที่จะปลดล็อคเม็ดเงินระดับประเทศ เป็นต้น
ทั้งนี้ ไม่ได้มีอะไรยืนยันว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจะการันตีให้เกิดต่อในอนาคต เพราะปัจจุบันข้อมูลในตลาดคริปโทฯ เองเพิ่งจะมีย้อนหลังเพียง 4 Cycles เท่านั้น ซึ่งยังถือว่าน้อยมากหากจะนำมาใช้ในเชิงสถิติ วิธีการใช้ข้อมูลดังกล่าวจึงอาจจะอยู่ในรูปแบบนำมาพิจารณาเพื่อหากรอบราคาที่ได้เปรียบสำหรับการสะสมใน Cycle หน้า ประกอบกับการเปิดรับชุดข้อมูลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอด เพื่อทำการปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลานั้นเอง
*หมายเหตุ
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้





