วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

สงครามการค้ายังไม่จบ ไทยฟื้นแต่เปราะ กลยุทธ์ไหนชนะ?

สงครามการค้ายังไม่จบ ไทยฟื้นแต่เปราะ กลยุทธ์ไหนชนะ?

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าทรัมป์เกินอำนาจในการใช้ IEEPA เรียกเก็บ reciprocal tariffs ต่อคู่ค้าทั่วโลก แต่ความโล่งใจของตลาดกินเวลาไม่นาน เพราะทรัมป์ตอบโต้ทันทีในวันเดียวกันด้วยการออก Executive Order คืนภาษีกลับมาภายใต้ Section 122 ของ Trade Act of 1974 ในอัตรา 15% ซึ่งสูงกว่า baseline เดิมที่ 10% ภายใต้ IEEPA เสียอีก โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ในภาพใหญ่ คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับการค้าโลก การที่ภาษีสินค้าไทยลดลงจาก 19% สู่ 15% ถือเป็นการบรรเทาภาระที่ผู้ส่งออกต้องการ และ effective tariff rate ที่ปรับลงสู่กรอบ 13-15% ก็ดีกว่าระดับสูงสุดก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะบทเรียนคือคำตัดสินของศาลไม่ได้หมายความว่าภาษีจะหมดไป ทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมใช้ทุกช่องทางกฎหมายที่มีในมือ ทั้ง Section 122, 232 และ 301 แม้ effective tariff rate จะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุค Trump ที่ 2.6% อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น Section 122 มีอายุเพียง 150 วัน จะหมดลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และยังต้องจับตาว่าทรัมป์จะใช้มาตรการใดมาแทน ด้วยเหตุนี้ InnovestX จึงยังคงประมาณการ GDP สหรัฐฯ ที่ 1.9% และมองว่า Tariff Risk Premium ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามต่อเนื่อง

GDP ไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่คาด แรงขับหลักมาจากการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว 13.3% และการบริโภคภาคเอกชนที่โตแรง 3.3% นำโดยยานพาหนะที่พุ่ง 26.4% ก่อนมาตรการ EV 3.0 ระยะแรกสิ้นสุด ตัวเลขแม้ดูดี แต่มีสัญญาณเตือนสองประการที่ต้องระวัง ประการแรกคือความเสี่ยง Front-loading การพุ่งของยอดขายยานพาหนะ 26.4% คือการดึงอุปสงค์อนาคตมาใช้ล่วงหน้า ทำให้ยอดขายรถยนต์ต้นปี 2569 หดตัวแรงแล้ว ประการที่สองคือความเสี่ยง Transshipment แม้การส่งออกคอมพิวเตอร์เติบโต 91% แต่ภาคการผลิตเติบโตเพียง 17.1% ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าส่วนสำคัญเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาส่งออกต่อโดยแทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

InnovestX ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.7% หลังพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงได้มาก ซึ่งส่งสัญญาณว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่ตลาดรอคอยมานานกำลังใกล้เข้ามา และเมื่อรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้สำเร็จในช่วงปลายเมษายน-พฤษภาคม เครื่องยนต์ภาครัฐทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนและการเจรจา FTA ก็พร้อมจะเดินหน้าเต็มกำลังอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2569 ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องอดทน โดย InnovestX ประเมิน GDP growth ไว้ที่ 0.9% ซึ่งแม้จะเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายไตรมาส แต่ก็สะท้อนปัจจัยชั่วคราวที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลายในครึ่งหลังของปี ปัจจัยเหล่านั้นประกอบด้วยการชะงักของการเบิกจ่ายในช่วงรัฐบาลรักษาการ แรงกดดันจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเดือนที่ 10 ที่ CPI เดือนมกราคมอยู่ที่ -0.72% YoY และหนี้ครัวเรือนที่ 86.8% ของ GDP ที่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว รวมถึงผลชั่วคราวของ EV 3.0 ที่หมดรอบไปแล้ว และภาระภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลงจาก 19% เหลือ 15% ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันได้บ้าง แม้การส่งออกรวมทั้งปีจะยังติดลบราว 1.0%

ในด้านนโยบายการเงิน กนง. มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยจาก 1.25% สู่ 1.00% ในเดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญในช่วงที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายการคลัง ขณะที่ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าในกรอบ 31.4–32.0 บาทต่อดอลลาร์ตลอดไตรมาส 2 ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกของเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดทุนไทยต่อเนื่อง และเมื่อรัฐบาลใหม่เข้าที่เข้าทาง ภาพเศรษฐกิจครึ่งหลังของปีมีโอกาสดีกว่าครึ่งแรกอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนกลยุทธ์ เรามองตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดย SET ที่วิ่งขึ้น 18% YTD และ market cap ทะลุ 19 ล้านล้านบาทนั้นมาจาก re-rating ด้านความเชื่อมั่นทางการเมือง ไม่ใช่ fundamental เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง ดัชนีที่ใกล้ 1,500 จุดเข้าซื้ออยู่ที่ PER 2569F ราว 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดและต้องระวังแรงขายทำกำไรในระยะสั้น InnovestX ประเมินโอกาส downside scenario ไว้ที่ 30% ในไตรมาส 2 จากการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจยืดเยื้อ สัญญาณ Fed ที่ hawkish กว่าคาด และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

กลยุทธ์ที่แนะนำคือ Selective Buy เมื่อดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญที่ 1,450-1,420 จุด โดยเน้นสองธีมหลักคือ Earnings Play ในหุ้นที่กำไร Q1/2569 มีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY อาทิ ADVANC, BCH, BDMS, CENTEL, CHG, CPALL, GULF, PRM และ TRUE กับ Dividend Play ในหุ้นที่คาด yield เกิน 5% อาทิ AP, BAM, KBANK, KTB, PTT และ TISCO สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น มีธีมเทรดดิ้งเพิ่มเติมในหุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เช่น BEM, CPN, OR และ PTTGC รวมถึงหุ้นที่เริ่มเห็นสัญญาณ Cover Short อย่าง CPALL, MINT และ WHA และหุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากนโยบายพรรคภูมิใจไทย ทั้งกลุ่มธนาคาร BBL, KTB, KBANK และกลุ่มค้าปลีก CPN, BJC

นักลงทุนควรจับตาสามตัวแปรชี้ขาด ได้แก่ พัฒนาการจัดตั้งรัฐบาลไทย (มีนาคม–พฤษภาคม) ทิศทางตลาดแรงงานและนโยบาย Fed และผลลัพธ์ของ Section 122 ก่อนหมดอายุกันยายน 2569 ซึ่งทั้งสามจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยจะฟื้นตัวได้แค่ไหนในครึ่งหลังของปี

ขอให้นักลงทุนโชคดี

- รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

- เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

- ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

#InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้