วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เมื่อสงครามไม่ได้วัดด้วยกำลังรบแต่เป็นเทคโนโลยี

เมื่อสงครามไม่ได้วัดด้วยกำลังรบแต่เป็นเทคโนโลยี

สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการจำกัดขอบเขตเพื่อควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาในเวลาเพียง 150 นาที กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของสงครามยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและซอฟต์แวร์แทนอานุภาพอาวุธ

เมื่อสงครามไม่ได้วัดด้วยกำลังรบแต่เป็นเทคโนโลยี

ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวงระบุว่าในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2569 เกิดแรงสั่นสะเทือนบนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก เมื่อสหรัฐอเมริกาดำเนินปฏิบัติการทางทหารแบบจำกัดพื้นที่และเวลาเพื่อควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร โดยไม่ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ ปฏิบัติการดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในราว 150 นาที เพื่อลดความเสี่ยงของความขัดแย้งยืดเยื้อบนภาคพื้นดิน

ปฏิบัติการซึ่งมีรหัสว่า Operation Absolute Resolve ถูกมองว่าเป็นต้นแบบของสงครามยุคใหม่ที่ไม่ได้วัดชัยชนะจากจำนวนอาวุธหรือกำลังพล แต่จาก “ความเหนือกว่าในข้อมูล” ความเร็วในการตัดสินใจ และระบบสั่งการที่บูรณาการทุกมิติ ทั้งทางอากาศ ภาคพื้น ทะเล ไซเบอร์ และอวกาศ ให้กลายเป็นภาพสถานการณ์เดียวกันแบบเรียลไทม์

แทนการใช้กำลังอย่างเข้มข้น ปฏิบัติการนี้อาศัยการประสานงานแม่นยำของกำลังรบหลากหลายแพลตฟอร์ม ภายใต้ระบบสั่งการรวมศูนย์ ข้อมูลจากโดรน ดาวเทียม และเครือข่ายสัญญาณถูกนำมาประมวลผลตลอดเวลา ขณะที่การโจมตีไซเบอร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ช่วยทำลายระบบสั่งการของเวเนซุเอลา ทำให้ฝั่งตรงข้ามสูญเสียการรับรู้สถานการณ์อย่างฉับพลัน

ความได้เปรียบด้านข้อมูลทำให้สหรัฐฯ สามารถเข้าควบคุมเป้าหมาย เคลื่อนกำลัง และถอนตัวจากพื้นที่ได้ในเวลาจำกัด ลดโอกาสการตอบโต้และป้องกันการลุกลามเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่า “ศูนย์กลางของสงครามได้เปลี่ยนไปแล้ว” จากสมรภูมิอาวุธหนักสู่การแข่งกันด้วยข้อมูล-ซอฟต์แวร์-การสั่งการแบบเรียลไทม์

งบกลาโหมโลกเร่งเปลี่ยนทิศ จากอาวุธกายภาพสู่ระบบดิจิทัล 

ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวงระบุว่า บทเรียนจาก Operation Absolute Resolve ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะยุทธวิธี แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างการจัดสรรงบกลาโหมทั่วโลก อดีตงบประมาณถูกใช้ในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์หนัก เช่น รถถัง เรือรบ และอากาศยาน ซึ่งเป็นแกนหลักของสงครามเชิงกายภาพ อย่างไรก็ตาม สงครามยุคใหม่เริ่มจากการควบคุมข้อมูล ความเร็วในการตัดสินใจ และการสั่งการข้ามโดเมนแบบเรียลไทม์

งบกลาโหมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการซื้อฮาร์ดแวร์ สู่การลงทุนในระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์สั่งการขั้นสูง และความมั่นคงไซเบอร์

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐเพิ่มสัดส่วนงบในหมวดวิจัย-พัฒนา-ทดสอบ (RDT&E) อย่างต่อเนื่อง จาก 61.6% ของงบจัดซื้อในปี 2558 เป็น 85.4% ในปี 2568 และในปีงบประมาณ 2569 สหรัฐเสนอของบ RDT&E สูงถึง 1.79 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เคยมีมา

กระแสนี้ขยายไปทั่วโลก โดยคาดว่างบกลาโหมรวมอาจเพิ่มจากระดับ 2.68 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 ไปสู่ช่วง 4.7-6.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.3%-8.6% ต่อปี สะท้อนการเร่งลงทุนในเทคโนโลยีความมั่นคงยุคใหม่

สงครามยุคซอฟต์แวร์ดันราคาหุ้นกลาโหมสู่การประเมินมูลค่าใหม่

บริษัทในยุค Software-Defined Warfare มีโมเดลธุรกิจต่างจากผู้ผลิตอาวุธเชิงกายภาพอย่างชัดเจน รายได้ส่วนใหญ่เกิดจากซอฟต์แวร์ ระบบสั่งการ และลิขสิทธิ์การใช้งานที่คล้ายรูปแบบ SaaS ทำให้มีโครงสร้างกำไรสูงกว่า และต้นทุนแปรผันต่ำกว่าโรงงานผลิตอาวุธแบบเดิม

ระบบอาวุธยุคใหม่สามารถปรับปรุงขีดความสามารถผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์โดยไม่ต้องดัดแปลงฮาร์ดแวร์ ส่งผลให้รอบการพัฒนาเร็วขึ้นและตอบสนองภัยคุกคามได้ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ เมื่อกองทัพเลือกใช้ระบบสั่งการของผู้ให้บริการใดแล้ว ต้นทุนการเปลี่ยนย้ายจะสูง ทำให้รายได้มีลักษณะยั่งยืนระยะยาว

บริษัทผู้ผลิตอาวุธดั้งเดิมเองก็เริ่มปรับสู่แนวคิดนี้ เช่น โครงการ F‑35 ของ Lockheed Martin ที่มักถูกเปรียบว่า “เซิร์ฟเวอร์ที่บินได้” เพราะมูลค่าหลักอยู่ที่ระบบประมวลผลและซอฟต์แวร์มากกว่าโครงสร้างตัวเครื่อง

กระแสการลงทุนยังเป็นบวก แต่ควรรอจังหวะสะสม

ตั้งแต่ปลายปี 2567 หุ้นและ ETF ในธีม Defense Tech ได้ปรับตัวขึ้นแรงตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยกลุ่ม Defense & Aerospace ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อสงครามยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นแกนกลาง

ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวงประเมินว่า แนวโน้มระยะยาวของธีมนี้ยังแข็งแรงจากการขยายตัวของงบกลาโหมโลก แต่การปรับขึ้นเร็วในระยะสั้นอาจนำไปสู่แรงขายทำกำไร นักลงทุนที่สนใจจึงควร “รอจังหวะย่อตัวเพื่อสะสม” มากกว่าการไล่ราคาในช่วงที่โมเมนตัมยังร้อนแรง