วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” แถลงว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 เติบโต 2.5% และคาดการณ์ปี 2569 จะโตได้ราว 2% นั้น

หากมองเพียงผิวเผินอาจถือเป็นสัญญาณประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยสามารถ “พ้นจากหล่ม” ได้แล้ว และไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะออกจากไอซียูแล้ว รอฟื้นตัวกลับมาแข็งแรง
    

หากคำถามสำคัญยังคงวนเวียน คือ ตัวเลขหรือคำพูดดังกล่าวนั้นสะท้อน “ความแข็งแรง” ที่แท้จริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการประมาณการบนสมมติฐานที่ตั้งอยู่บน “ความหวัง” มากกว่า “ความเป็นจริง” เพราะเมื่อพิจารณา “ไส้ใน” ตัวเลขจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออก ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และกำลังซื้อของครัวเรือน ถูกบั่นทอนจากภาระหนี้ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% กว่าๆ จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวต่ำ” มากกว่าการ “ฟื้นตัวแรง” และยังห่างไกลจากศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยเคยทำได้ในอดีต

ยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “การจัดตั้งรัฐบาล” ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญ เสียงสนับสนุนที่ดูมั่นคงและภาพลักษณ์รัฐบาลที่ดูจะแข็งแกร่ง อาจช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง นักลงทุนต้องการเสถียรภาพและความชัดเจนเชิงนโยบาย ภาพรวมทางการเมืองครั้งนี้อาจพอสร้างความหวังได้ หากแต่ความหวังนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า “ปริมาณ” ของเสียงสนับสนุน

โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับรัฐมนตรีและ “ทีมงานด้านเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน” ที่ต้องแบกรับภารกิจพลิกฟื้นประเทศท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว คำถามคือ บุคลากรชุดเล็กๆ จะเพียงพอหรือไม่ในการเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งระบบ หรือรัฐบาลจำเป็นต้องดึงมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพอย่างจริงจัง มากกว่าการจัดสรรตำแหน่งตามสมดุลทางการเมือง
    

กระนั้นก็ตาม ต่อให้ได้ “ทีมในฝัน” ที่เปี่ยมประสบการณ์และวิสัยทัศน์ หากการปฏิรูปเชิงลึกยังต้องเผชิญกลไกบางอย่างในระบบการเมืองแบบไทยๆ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ การต่อรองเชิงอำนาจ วัฒนธรรมการบริหารที่มักให้ความสำคัญกับความอยู่รอดทางการเมืองมากกว่าความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การเติบโตเชิง “ปริมาณ” ไม่อาจทดแทน “คุณภาพ” ของการพัฒนาได้

หาก"จีดีพี"ขยายตัว แต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังเข้าถึงทุนได้ยาก คนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นโอกาสในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็เป็นเพียง “แค่สถิติ” มากกว่าจะเป็นความหวังที่จับต้องได้