การสอบบัญชีเป็นรากฐานสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในภาคธุรกิจมาอย่างยาวนาน ในอดีตกระบวนการสอบบัญชีอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก ผู้สอบบัญชีต้องตรวจสอบเอกสารจำนวนมากและความถูกต้องของงบการเงินภายในข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร โดยพึ่งพา “การเลือกตัวอย่าง (Sampling)” จากรายการบัญชีบางส่วนเพื่อใช้เป็นตัวแทนของทั้งองค์กร แม้วิธีการนี้จะมีประสิทธิผล แต่ก็มีข้อจำกัดเมื่อเผชิญกับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ดี ภูมิทัศน์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในการยกระดับงานสอบบัญชี จากเดิมที่อาศัยการสุ่มตรวจสอบ ปัจจุบันผู้สอบบัญชีสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทั้งระบบ และใช้ AI เพื่อระบุหรือคาดการณ์ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมงานการให้ความเชื่อมั่น (Assurance) คำถามสำคัญคือ สังคมจะสามารถไว้วางใจให้ AI รักษามาตรฐานด้านความซื่อสัตย์ ความเป็นอิสระ และจริยธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของวิชาชีพสอบบัญชีมาโดยตลอดได้หรือไม่
คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่ “ธรรมาภิบาล”
ธรรมาภิบาล: รากฐานของความเชื่อมั่น
แม้ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และศักยภาพในการตรวจจับการทุจริต แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอคติของอัลกอริทึม การบิดเบือนข้อมูล หรือการปลอมแปลงเสมือนจริงผ่านเทคโนโลยีดีพเฟค (Deepfake) หากปราศจากกรอบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกลับมาบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการนำ AI มาใช้งานตั้งแต่ต้น
ในบริบทของเอเชีย รูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อน รวดเร็ว และขยายวงได้ง่าย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีในฮ่องกงเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานฝ่ายการเงินรายหนึ่งโอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้มิจฉาชีพซึ่งใช้เทคโนโลยีดีพเฟคแอบอ้างเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท
เมื่อผู้ไม่หวังดีใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อปกปิดและบิดเบือนข้อมูล ผู้สอบบัญชีเพียงลำพังไม่อาจรับมือกับการทุจริตที่ถูกออกแบบมาอย่างแนบเนียนได้ วิชาชีพสอบบัญชีจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทัน และระบบนิเวศทางธุรกิจโดยรอบต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ กรอบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็นในทุกมิติของหน้าที่ทางการเงิน ตั้งแต่คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันกำกับดูแลการใช้ AI ในกระบวนการรายงานทางการเงินให้มีความโปร่งใส สามารถอธิบายได้ และยึดมั่นในหลักจริยธรรม ซึ่งรวมถึงการกำหนดแนวทางอนุมัติการใช้ AI อย่างชัดเจน การทดสอบและลดอคติของแบบจำลอง ตลอดจนการติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บทบาทด้านธรรมาภิบาลยังครอบคลุมถึงความร่วมมือกับผู้กำหนดมาตรฐาน หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนากรอบแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกันในยุคของ AI
ทั้งนี้ การใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ ความเป็นอิสระ และความรับผิดชอบ ยังคงเป็นหัวใจของวิชาชีพสอบบัญชีอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
งานวิจัยของดีลอยท์เกี่ยวกับอิทธิพลของ AI ต่อวิวัฒนาการของกำลังคน ชี้ให้เห็นรูปแบบการทำงานหลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ Human-in-the-loop, Human-on-the-loop และ Human-off-the-loop โมเดลธรรมาภิบาลสำหรับงานสอบบัญชีที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องให้มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการทำงานโดยตรง พร้อมการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อผสานศักยภาพของ AI เข้ากับการใช้ดุลยพินิจเชิงวิชาชีพได้อย่างสมดุล
ซอฟต์แวร์ที่ดี กับ ซอฟต์แวร์ที่ไม่ดี
AI กำลังทำให้ภูมิทัศน์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น แนวคิด Malware as a Service (MaaS) เปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงมัลแวร์และเครื่องมือโจมตีได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะเชิงลึก ส่งผลให้การทุจริตและการบิดเบือนข้อมูลในโลกไซเบอร์ขยายตัวรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดเวลา และตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ก็เป็นกลไกสำคัญในการป้องกัน การวิเคราะห์พฤติกรรม การตรวจจับความผิดปกติ และการติดตามอุปกรณ์ปลายทาง ช่วยให้การตรวจสอบสามารถระบุสัญญาณการโจมตี การยืนยันตัวตนที่ผิดปกติ หรือความผิดเพี้ยนของข้อมูลที่วิธีดั้งเดิมมองไม่เห็น นอกจากนี้ การใช้ AI ทำงานตรวจสอบเชิงกิจวัตรยังช่วยให้ผู้สอบบัญชีมุ่งเน้นการใช้ดุลยพินิจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและซับซ้อนมากขึ้น
AI กำลังเปลี่ยนกระบวนการตรวจสอบจากการสุ่มตัวอย่าง ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งระบบ เพื่อค้นหารูปแบบหรือความผิดปกติที่อาจบ่งชี้ถึงข้อผิดพลาดหรือการทุจริต Agentic AI ซึ่งทำงานตามเป้าหมายภายใต้การกำกับของมนุษย์ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม Omnia ของดีลอยท์ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นในการสอบบัญชี
อย่างไรก็ดี การใช้ AI จะมีประสิทธิผลก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมการตรวจสอบแบบจำลอง ความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ และกระบวนการแจ้งเตือนที่โปร่งใส แนวคิด Trustworthy AI จึงมีบทบาทสำคัญ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบ ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์และบริบททางธุรกิจที่เหมาะสม
ในด้านบุคลากร ทีมงานสอบบัญชีจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ทั้งการตรวจจับการบิดเบือนด้วยอัลกอริทึม การติดตามหลักฐานดิจิทัล และความเข้าใจในระบบอันตรายอย่าง MaaS อย่างไรก็ตาม ความคิดเชิงวิพากษ์และความเข้าใจธุรกิจของลูกค้ายังคงเป็นหัวใจของวิชาชีพ
การสร้างระบบนิเวศการสอบบัญชีที่น่าเชื่อถือ
ความเชื่อมั่นในงานสอบบัญชีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแล คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร ผู้สอบบัญชี และผู้ให้บริการเทคโนโลยี โดยมีวัฒนธรรมองค์กรและระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็งเป็นรากฐาน
สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและธรรมาภิบาลมีความสำคัญมากขึ้น ก.ล.ต. และสภาวิชาชีพบัญชีฯ ยังคงผลักดันหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและมาตรฐานสากล เช่น ISQM 1 เพื่อยกระดับคุณภาพงานสอบบัญชี สะท้อนว่าเทคโนโลยีมีบทบาทในการสนับสนุนความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ทดแทน
ท้ายที่สุด AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ผู้สอบบัญชี แต่กำลังยกระดับมาตรฐานของความเชื่อมั่นที่สังคมคาดหวังได้ โดยยังต้องอาศัยธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การปฏิบัติตามมาตรฐาน และการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของตลาดอย่างยั่งยืน
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนโดย ลี บุน เท็ค (Lee Boon Teck) Audit & Assurance Regional Managing Partner
ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย





