การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ได้ทิ้งร่องรอยทางการเมืองที่น่าขบคิดไว้กับสังคมไทยหลายประเด็น ปรากฏการณ์หลายเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมือง และความคาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ดี ภายใต้เสียงเชียร์ เสียงวิพากษ์ และการถกเถียงอย่างเข้มข้น สิ่งที่นักการเมือง และสังคมไทย ควรถามตนเองในเวลานี้ไม่ใช่เพียงว่าใครชนะ ใครแพ้ หรือพรรคใดจะได้ครองความได้เปรียบเชิงตัวเลข แต่คือ “ประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร” ในห้วงเวลาที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจกำลังกัดกินโอกาสของคนส่วนใหญ่
การหลงระเริงไปกับคะแนนที่ถล่มทลาย หรือการมัวแต่ท้อแท้กับคะแนนที่ไม่เป็นไปตามคาด จนแสดงความลำพองเกรี้ยวกราด กล่าวโทษขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม อาจให้ความสะใจทางอารมณ์ในระยะสั้น แต่ไม่อาจตอบโจทย์ปากท้องของประชาชนในระยะยาวได้ เศรษฐกิจไทยวันนี้ เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตั้งแต่หนี้ครัวเรือนที่พอกพูน ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ไปจนถึงรายได้ของแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ การเมืองที่หมกมุ่นอยู่กับเกมอำนาจจึงอาจกลายเป็นความฟุ่มเฟือยที่ประเทศไม่อาจแบกรับได้อีกต่อไป
เหนือความแตกต่างทางอุดมการณ์พรรคการเมืองทุกพรรคควรตระหนักร่วมกันว่า “เวลา” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศขณะนี้ การยืดเยื้อในการจัดตั้งรัฐบาล การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี หรือการวัดพลังกันในเชิงสัญลักษณ์ ล้วนเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถรอคอยความชัดเจนได้นาน เศรษฐกิจไม่รู้จักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันตอบสนองต่อความชัดเจน เสถียรภาพ และการตัดสินใจที่รวดเร็วเท่านั้น
รัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าหน้าตาจะออกมาในรูปแบบใด จำเป็นต้องมี “แผนฟื้นเศรษฐกิจ” ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และลงมือทำได้ทันที นโยบายประชานิยมที่หวือหวาอาจดึงความสนใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การลงทุนในคน การยกระดับภาคการผลิต และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและประชาชนภายในประเทศ หากปราศจากกรอบคิดระยะยาว การอัดฉีดเพียงชั่วคราวย่อมไม่อาจพาประเทศหลุดพ้นจากวงจรเดิมได้
ความคาดหวังของประชาชนหลังการเลือกตั้งไม่ใช่ภาพการเอาชนะคะคาน แต่คือการเห็นผู้นำที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้จะคิดต่าง ท้ายที่สุด การเลือกตั้งควรถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” ไม่ใช่ “เส้นชัย” ประเทศไทยไม่มีเวลามากพอในวันที่เศรษฐกิจต้องการการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและทันท่วงที สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องจากนักการเมืองทุกฝ่าย คือความรับผิดชอบ วุฒิภาวะ และความกล้าหาญที่จะวางประโยชน์ของประเทศไว้เหนือประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง





