วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไขข้อสงสัยคนทำประกันสุขภาพ  ทำไมบางครั้งยังต้องสำรองจ่ายหรือจ่ายเพิ่ม

ไขข้อสงสัยคนทำประกันสุขภาพ  ทำไมบางครั้งยังต้องสำรองจ่ายหรือจ่ายเพิ่ม

ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ประกันสุขภาพ” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของผู้เอาประกันภัยและครอบครัว

เมื่อต้องเผชิญกับเหตุเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

     อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเคยประสบเหตุ “มีประกันสุขภาพ แต่ยังต้องสำรองจ่าย” หรือแม้แต่

“ต้องจ่ายเพิ่ม” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมจึงเกิดสถานการณ์เช่นนี้

      เรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนถูกเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาลทั้งที่มีประกันสุขภาพอยู่ในมือ

การที่บริษัทประกันภัยไม่สามารถจ่ายให้ได้ทันที หรือปฏิเสธการเคลมบางส่วน นั้นอาจเกิดจาก “เงื่อนไขความคุ้มครอง หรือ การใช้สิทธิ์ ของผู้เอาประกันภัย โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้

     ตรวจสอบโรงพยาบาลคู่สัญญาหรือโรงพยาบาลนอกเครือข่ายคู่สัญญาก่อนเข้ารับการรักษา 

บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งจะมีรายชื่อ “โรงพยาบาลคู่สัญญา” ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ ไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless) ได้ทันที เพียงยื่นบัตรประกันสุขภาพ โรงพยาบาลจะตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทประกันภัยโดยตรง แต่หากผู้เอาประกันภัยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกเครือข่าย จะต้องเข้าสู่ระบบ “จ่ายก่อน เบิกทีหลัง” (Reimbursement) ซึ่งหมายถึงต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน แล้วนำใบเสร็จและเอกสารมายื่นเบิกภายหลัง

แต่ในบางกรณีแม้จะเป็นระบบ Cashless โรงพยาบาลบางแห่งอาจยังขอให้ “สำรองจ่าย” เช่น

• โรงพยาบาลอยู่นอกเครือข่ายของบริษัทประกัน

• ข้อมูลในระบบไม่ครบถ้วน เช่น ชื่อสะกดผิด หรือยังไม่ครบระยะเวลาคุ้มครอง

• บริษัทต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น โรคเพิ่งเกิดหลังทำประกันสุขภาพไม่นาน

ศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดกรมธรรม์ให้เข้าใจก่อนว่ายังอยู่ในระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หรือไม่

ประกันสุขภาพจะมีระยะเวลารอคอย เพื่อป้องกันการเลือกทำประกันเฉพาะตอนเจ็บป่วย หรือมีอาการเจ็บป่วยเป็นโรคมาก่อนทำประกันสุขภาพ หากบริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่ารักษาให้กับคนที่ป่วยอยู่แล้วทันที จะทำให้ระบบประกันภัยไม่เป็นธรรมต่อผู้เอาประกันสุขภาพรายอื่นๆ ที่จ่ายเบี้ยประกันมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่สุขภาพดี และจะส่งผลให้บริษัทประกันภัยต้องแบกรับความเสี่ยงสูงจนอาจทำให้ระบบล่มได้

ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) นี้จึงช่วยให้บริษัทมีเวลาในการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบประวัติสุขภาพของผู้เอาประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยส่งผลให้สามารถคุ้มครองสุขภาพในระยะยาวให้กับผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่ได้

ซึ่งระยะเวลารอคอยโดยทั่วไปมักจะแตกต่างกันไปตามประเภทของโรคและความรุนแรง โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่กรมธรรม์มีผลบังคับครั้งแรก:

อุบัติเหตุ: มักจะได้รับความคุ้มครองทันที

โรคทั่วไป: มักมีระยะเวลารอคอยประมาณ 30 วัน (เช่น ไข้หวัดใหญ่, ท้องเสีย)โรคที่มีระยะเวลาก่อโรคนาน/โรคเรื้อรังบางชนิด: มักมีระยะเวลารอคอยประมาณ 120 วัน หรือ180 วัน (เช่น เนื้องอก, ถุงน้ำ, มะเร็ง, ริดสีดวงทวาร, ไส้เลื่อน, นิ่ว, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่)

อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยควรตรวจสอบรายละเอียด “ระยะเวลารอคอย” ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ของตนเองเสมอ เนื่องจากเงื่อนไขและระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละแบบประกันและแต่ละบริษัท 

ดังนั้น หากเข้ารับการรักษาในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทประกันภัยจึงขอตรวจสอบประวัติสุขภาพย้อนหลัง โดยในระหว่างที่รอจึงขอให้  ผู้เอาประกันภัยสำรองจ่ายไปก่อน

ตรวจสอบสิทธิก่อนใช้บริการ ก่อนเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง/ผ่าตัด ควรแจ้งบริษัทประกันหรือขอให้โรงพยาบาลทำ Pre-Authorization (ขออนุมัติก่อนรักษา) ล่วงหน้า

ประโยชน์ของ Pre-Authorization คือ ช่วยยืนยันวงเงินที่ครอบคลุมก่อนการรักษาจริง และหากเป็นการรักษาที่ซับซ้อนควรขอความเห็นที่สอง (Second Opinion) เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาถูกต้องและเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ทำให้ผู้เอาประกันภัยมั่นใจได้ว่าค่าใช้จ่ายจะอยู่ในความคุ้มครอง และลดปัญหาการเคลมที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ยกตัวอย่างการรักษาที่ควรทำ เช่น การผ่าตัดใหญ่, การทำเคมีบำบัด, การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใหม่ๆ ที่ทันสม

ข้อยกเว้นความคุ้มครอง ซึ่งมีระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น

• การศัลยกรรมเพื่อความงาม

• การตรวจสุขภาพประจำปี

• การรักษาที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์ (Non-Medical Necessity)

• โรคหรือภาวะที่กรมธรรม์ระบุยกเว้นไว้โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกินวงเงินคุ้มครอง

ในแผนประกันสุขภาพแต่ละแบบจะมี วงเงินคุ้มครองสูงสุด ต่อปี หรือแยกตามประเภทค่ารักษา เช่นค่าห้องพัก, ค่าผ่าตัด,ค่ายา, ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นต้น หากค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่ระบุไว้ ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่าย “ส่วนเกิน” เอง เช่น

• เลือกห้องพักที่ราคาสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

• มีการรักษาเฉพาะทางค่าใช้จ่ายสูงกว่าความคุ้มครอง

เอกสารการเคลมไม่ครบ เช่น

• ไม่มีใบรับรองแพทย์

• ขาดใบเสร็จรับเงินตัวจริง

• รายละเอียดการรักษาไม่ตรงกับโรคที่แจ้ง

เมื่อเอกสารไม่ครบ บริษัทจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้ขั้นตอนการจ่ายสินไหมล่าช้าและผู้เอาประกันภัยอาจต้องสำรองจ่ายระหว่างรอเอกสาร

ดังนั้น เพื่อให้การใช้ประกันสุขภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพผู้เอาประกันภัยจึงควร

• ตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลคู่สัญญาก่อนเข้ารับการรักษา

• ศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น ระยะเวลารอคอย ข้อยกเว้น วงเงินคุ้มครอง

• ทำ Pre-Authorization กรณีการรักษาที่มีความซับซ้อนหรือมีค่าใช้จ่ายสูง

• เตรียมเอกสารการเคลมให้ครบถ้วน

• ทบทวนแผนความคุ้มครองให้เหมาะสมกับวัย ไลฟ์สไตล์ และค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การสำรองจ่าย “ไม่ใช่การถูกปฏิเสธสิทธิ์” แต่เป็นเพียงขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพและเอกสารประกอบให้ถูกต้องรอบด้าน ก่อนที่บริษัทประกันจะดำเนินการจ่ายสินไหมในลำดับต่อไป กระบวนการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของทั้งผู้เอาประกันภัยและผู้เอาประกันรายอื่นในระบบ ให้การใช้สิทธิ์เป็นไปอย่างถูกต้อง ยุติธรรม และรวดเร็วที่สุด เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นและเอกสารครบถ้วน ผู้เอาประกันจะได้รับผลประโยชน์ตามความคุ้มครองที่มีอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด การทำความเข้าใจขั้นตอนเหล่านี้ช่วยให้ผู้เอาประกันสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างมั่นใจ เตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน และลดความล่าช้าในการเคลม ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความตั้งใจของธุรกิจประกันชีวิตในการดูแล

ผู้เอาประกันอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ความคุ้มครองทำหน้าที่เป็นหลักพยุงทางการเงินและสุขภาพของทุกคนได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน