วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

“รูปแบบ” หรือ “แก่นแท้”

“รูปแบบ” หรือ “แก่นแท้”

ต้องยอมรับว่าในช่วงนี้ จะมีการขุดค้นเรื่องราวต่างๆในอดีตที่เกิดขึ้น ทั้งที่ดีและไม่ดี ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในแบบบัญชีรายชื่อ และในแบบเขต ออกมา บางเรื่องก็ธรรมดาๆเกิดขึ้นบ่อยๆ บางเรื่องก็เป็นดุจนิยาย สามารถนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นได้เลยทีเทียว

ดิฉันขอแสดงความเห็นในฐานะผู้สังเกตการณ์ว่า ระบบราชการไทย และระบบหลายๆอย่างในไทย มักจะยึดถือ “รูปแบบ” หรือ Form ว่าถูกต้องตามรายการที่มีไว้ให้ตรวจเช็ค มากกว่า “แก่นแท้” หรือ Substance ว่าสิ่งที่เราตั้งใจจะทำนั้น เนื้อหาสาระและความตั้งใจมีอะไรบ้าง จึงเกิดเหตุการณ์ องค์กรที่ได้รับรางวัลความโปร่งใสสูงสุดอันดับหนึ่ง มีการจัดซื้อจัดจ้างที่ทำให้อาคารมีความเสียหายมากกว่าอาคารอื่น เมื่อเกิดภัยพิบัติ บริษัทที่มีอุบัติเหตุในการทำงานซ้ำๆ ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นด้านความปลอดภัยและชีวอนามัย คนที่จัดซื้อของภาครัฐได้คุณภาพเท่ากัน แต่ราคาถูกกว่า ถูกลงโทษเพราะไม่ทำตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แม้องค์กรจะจ่ายเงินน้อยกว่า แต่ก็ถือว่าผิด เป็นต้น

ถ้าคนในประเทศยึดถือ​แต่ “รูปแบบ” ก็จะเกิดการทำให้ได้ตาม “รูปแบบ” ไม่สนใจว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร เช่น ต้องการจัดซื้อจัดจ้างให้ได้สิ่งที่ดี ในราคาสมเหตุสมผล และมีความเสี่ยงต่ำในการบรรลุเป้าหมาย เช่น จัดหาได้ทันเวลา ส่งมอบงานตามกำหนด ทำงานอย่างปลอดภัย ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ฯลฯ

ลองนึกภาพดูสิคะว่า บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าเราบอกว่าสอบผ่านก็โอเค ความรู้มีหรือไม่ ทำงานได้หรือไม่ก็ไม่สนใจ

จะทำให้เกิดคนกลุ่มหนึ่ง ที่จะสอบให้ได้ แม้จะไม่มีความรู้ อาจต้องหาทางที่จะทำอย่างไรก็ได้ ให้สอบได้ ซึ่งอาจรวมถึงการโกง การทุจริต การกีดกันผู้อื่น ฯลฯ และหากคนที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกนี้ได้ในสิ่งที่อยากได้จริงๆ ก็จะเกิดการเอาอย่าง หรือการเลียนแบบ จากคนอื่น กลายเป็นค่านิยมผิดๆไป

เมื่อมีความย้อนแย้งเกิดขึ้นกับการคัดสรร รางวัลนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลคุณภาพ หรือรางวัลความสามารถต่างๆ ก็จะด้อยค่าลงไปทันที และเราจะไม่สามารถบอกใครได้อย่างเต็มปากว่า คนนี้หรือองค์กรนี้ เป็นคนมีคุณภาพ หรือเป็นองค์กรที่มีคุณภาพ เพราะเครื่องมือในการวัดของเรา วัดได้เพียงรูปแบบ ไม่ได้วัดแก่นแท้

สังคมจึงต้องช่วยกันชี้ให้เห็นว่า มาตรฐานการวัดหรือจัดอันดับที่ดี ต้องมีมิติของ “คุณภาพที่แท้จริง” ซึ่งก็คือการมองลึกลงไปถึง “แก่นแท้” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งปัจจุบันต้องใช้คนเป็นผู้ตัดสิน โดยการสังเกตและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ยังทำไม่ได้ แต่คิดว่าในอนาคต เมื่อมีข้อมูล มีตัวอย่างป้อนเข้าไปมากๆ ปัญญาประดิษฐ์อาจทำได้ดีกว่ามนุษย์อีกด้วย

ณ ตอนนี้ ตัวเราเองต้องมั่นคง หนักแน่น ว่าเรากำลังคัดหาอะไร ในการเลือกตั้ง เราคัดตัวแทนที่จะทำหน้าที่แทนเรา ในการร่างกฎหมาย ในการเห็นชอบแต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาดูแลบริหารบ้านเมือง มาดูแลจัดสรรการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์กับประเทศและประชาชน ให้ดีที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ และต้องพึงระลึกไว้ว่า “ไม่มีใครสามารถทำอะไรทุกอย่างได้โดยไม่มีข้อจำกัด”ค่ะ

สิ่งที่รบกวนจิตใจของหลายๆท่านคือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นหลักการใหญ่ที่เราใช้ในการปกครองประเทศของเรา ดีจริงหรือไม่ ควรต้องแก้ไขไหม

ในมุมของผู้วิเคราะห์และสังเกตการณ์อีกเช่นกัน ดิฉันได้สอบถามนักวิชาการผู้รู้ และได้พยายามนำมาวิเคราะห์เพิ่ม สรุปว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็ไม่มีอะไรถูกใจทุกคน เหมือนการออกแบบสร้างบ้าน ออกแบบไปแล้ว ระหว่างที่สร้าง ก็อาจจะอยากแก้ไขแบบ หรือแม้กระทั่ง สร้างเสร็จแล้ว พอมาใช้งาน ก็จะเห็นจุดที่อยากแก้ไขอยู่ดี จึงมองว่า เราก็อยู่ไป แก้ไขไป ให้ถูกใจก็ได้ ไม่ต้องไปสร้างบ้านหลังใหม่เพราะไม่ถูกใจบางจุดของหลังปัจจุบัน

ผู้รู้บอกว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้เปิดเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ค่อนข้างมากทีเดียว คืออะไรที่ไม่ได้เขียนไว้ แต่ไม่มีข้อห้ามไม่ให้กระทำ สามารถทำได้ เว้นแต่ไปกระทบต่อความมั่นคง หรือไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น อันนี้ทำไม่ได้ค่ะ

ส่วนการสรรหา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดิฉันเห็นว่า การแบ่งกลุ่มสาขาอาชีพ เพื่อให้มีผู้แทน 20 สาขา ก็เป็นเรื่องที่ดี และหากมีสาขาใหม่ๆ เราก็สามารถเพิ่มสาขาอาชีพได้ สำหรับวิธีการได้มาซึ่ง สว. ถ้าเป็นไปได้ ดิฉันอยากให้เป็นส่วนผสมระหว่างการเลือกตั้ง กับการแต่งตั้งมากกว่า เพราะคนเก่ง คนดี ของไทยส่วนใหญ่ขี้อาย และไม่ชอบการเมืองเท่าใดนัก ต้องไปเชิญจึงจะมาค่ะ

การได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ คณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 203 เป็นผู้เสนอรายชื่อให้สมาชิกวุฒิสภาเลือก ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลที่องค์กรอิสระแต่งตั้งที่มีคุณสมบัติครบและไม่มีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ใดๆในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ องค์กรละหนึ่งคน ดังนั้น หากบุคคลที่เป็นกรรมการสรรหา ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ เราก็ต้องมอบหมายให้เขาทำหน้าที่ เพราะเหตุใดขอยกไปกล่าวในย่อหน้าสุดท้ายค่ะ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เราต้องไปทำหน้าที่ ตามมาตรา 50(7) คือ “ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”

ขออัญเชิญพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512 ดังนี้

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี

ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด

การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี

หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง

และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”