ไฮไลต์โลกสัปดาห์นี้อยู่ที่งานเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ เมื่อวันพุธ 21 ม.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ดูแล้วคล้ายการแถลงผลงานในวาระครบรอบหนึ่งปีการรับตำแหน่งประธานาธิบดีเวอร์ชัน 2.0
พร้อมบอกเป็นนัยว่า สหรัฐจะเป็นอย่างไรในอีกสามปีที่เหลือภายใต้วาระการนำของเขา โลกและไทยต้องรับมืออย่างไร
สุนทรพจน์ของทรัมป์ตอกย้ำทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ถ้อยคำหลายช่วงจะถูกกล่าวถึงด้วยน้ำเสียงเชิงประนีประนอมมากขึ้นเมื่อเทียบกับวาทกรรมแข็งกร้าวในอดีต แต่แก่นแท้ของแนวคิด “America First” และ “Make America Great Again” ยังคงชัดเจน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้าโลก ประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตามองอย่างมากคือการกล่าวถึงกรีนแลนด์ ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อภูมิรัฐศาสตร์ในเขตอาร์กติก
ทรัมป์มองพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและพลังงาน การหยิบยกประเด็นกรีนแลนด์ขึ้นมากล่าวในเวทีเศรษฐกิจโลก จึงเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายตัวจากสนามการค้าไปสู่พื้นที่ภูมิศาสตร์ใหม่ ๆ ซึ่งประเทศขนาดกลางและเล็กไม่อาจมองข้ามผลกระทบทางอ้อมได้
ในด้านเศรษฐกิจ ทรัมป์ยังคงเน้นย้ำเรื่องการเก็บภาษีและมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้จะส่งสัญญาณให้พันธมิตร “ใจเย็น” และหลีกเลี่ยงการตอบโต้ แต่ประวัติศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า นโยบายภาษีของสหรัฐสามารถเปลี่ยนจากวาทกรรมเป็นการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว การกลับมาใช้มาตรการภาษีหรือกำแพงการค้าในรูปแบบใหม่ ย่อมกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การลงทุน และการส่งออกของประเทศคู่ค้า รวมถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทยขณะนี้อยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เวทีดีเบตผุดขึ้นมากมายที่โน่นที่นี่ฟังประเด็นส่วนใหญ่วนเวียนแต่เรื่องเทา/ไม่เทา จับมือพรรคนั้น ไม่จับมือพรรคนี้ ทั้งๆ ที่ภายใต้บริบทโลกโจทย์ของประเทศไทยในปัจจุบันยากกว่าเดิมมาก ถือเป็นบททดสอบสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ประเด็นภาษีสหรัฐยังคงเป็นยาขม แม้ตัวเลขภาษีกำหนดออกมาที่ 19% ตั้งแต่เมื่อเดือน ต.ค. แต่การเจรจาต่อรองยังคงมีอยู่ ซึ่งก็อาจต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากต้องรอรัฐบาลใหม่
พูดในเชิงหลักการทั่วไป ไทยไม่อาจพึ่งพามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรยืนอยู่นอกวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจโลก ข้อเสนอเชิงนโยบายที่พูดกันบ่อยครั้งคือ ไทยควรยึดหลัก “สมดุลเชิงยุทธศาสตร์” (strategic balance) รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ จีน สหภาพยุโรป และขั้วอำนาจอื่นๆ ควบคู่กับการขยายบทบาทในเวทีพหุภาคี ของแบบนี้พูดง่ายแต่เวลาทำนั้นยากเพราะต่างฝ่ายต่างยึดถือผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง ประเทศเล็กอำนาจน้อยกว่าประเทศใหญ่
ในโอกาสที่วันเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกขณะ จึงอยากเห็นการหาเสียงด้วยนโยบายต่างประเทศที่เข้มข้นกว่าเดิม เข้าใจได้ว่าการหาเสียงด้วยนโยบายแบบนี้ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่สนใจเพราะเป็นเรื่องไกลตัว แต่พรรคการเมืองที่มีนโยบายด้านนี้ชัดเจน เห็นภาพวิธีการทำงาน จะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่า แม้โลกภายใต้ทรัมป์จะเต็มไปด้วยความผันผวน แต่หากไทยตั้งหลักให้มั่น มองไกลกว่าความขัดแย้งระยะสั้น ก็ยังสามารถเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสได้ในระยะยาว





