วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติโตต่ำ-หนี้สูง โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP ในปีนี้คาดการณ์ไว้เพียง 1.5% ซึ่งลดลงอย่างน่ากังวลจากศักยภาพเดิมที่เคยเติบโตได้สูงถึง 5%

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CEO Day จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เปรียบเปรยเศรษฐกิจไทยในเวลานี้เป็นเหมือน “เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไป” ทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในสภาวะเหมือนรถติดตลอดเวลา การจะหลุดพ้นจากหล่มนี้ได้ จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมจาก 23% ให้กลับไปแตะระดับ 40% ของ GDP เพื่อดึงศักยภาพการเติบโตที่ระดับ 4-5% กลับคืนมาอีกครั้ง

ความย้อนแย้งที่สำคัญในปัจจุบันคือ แม้มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มดิจิทัลและ Data Center ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 17 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่สัดส่วนการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงกลับลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 96% ในช่วงปี 2558-2562 เหลือเพียง 45% ในปัจจุบัน

ซึ่งปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทที่ยังคงติดค้างจากอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต มาตรการ Thailand Fast Pass จึงเป็นเครื่องมือเร่งด่วนเพื่อปลดล็อกคอขวดเหล่านี้ ซึ่งตามข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า หากเราดำเนินการได้รวดเร็วจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจริงได้ 1% และส่งผลบวกต่อ GDP อย่างน้อย 0.1% ต่อปี

การขับเคลื่อน “เครื่องยนต์ใหม่” (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation และฐานข้อมูล AI จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง  “ดร.เอกนิติ” บอกว่า ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง นอกจากนี้ การลงทุนใหม่ๆ ต้องมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเติบโตกระจายตัวสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น
    

สำหรับปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์หรือ “คนขับแก่” รัฐบาลได้เสนอโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของธุรกิจ ผ่านการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่มรวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ควบคู่ไปกับการใช้กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ. แรงงาน เพื่อดึงดูด แรงงานทักษะสูง (Skill Labor) และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ให้เข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานที่ลดลง แต่ยังเป็นการเติมเต็มทักษะที่ตลาดต้องการและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างเร่งด่วน
    

โดยสรุป เรามองว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริงผ่านกลยุทธ์ ที่ “ดร.เอกนิติ” เรียกว่า Quick Big Win เราเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและพร้อมแข่งขันในเวทีโลกอีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เราต้องเร่งลงมือทำแล้ว เพราะเวลานี้ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านกำลังจะวิ่งแซงหน้าเราไปแล้ว!