กำจัดจุดอ่อนของไทยก่อนเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่

กำจัดจุดอ่อนของไทยก่อนเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่

โลกกำลังอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น โดยระเบียบโลกที่เคยมีสหรัฐเป็นมหาอำนาจเดียวกำลังถูกท้าทายโดยการผงาดขึ้นของจีน

    ในขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นในยูเครน รวมถึงตะวันออกกลาง และช่องแคบไต้หวันที่ล้วนมีเสี่ยงเสี่ยงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ซึ่งความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์จึงเป็นประเด็นที่ต้องมีการประเมินและแผนการรับมือทุกมิติ
    ระเบียบโลกใหม่ยังรวมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนระหว่างห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ และห่วงโซ่อุปทานของจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ที่จีนพยายามสร้างห่วงโซ่การผลิตของตัวเอง รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ ที่สหรัฐพยายามสร้างห่วงโซ่การผลิตของตัวเอง ซึ่งเห็นได้ชัดจากการบุกเวเนซุเอลา ที่ประเมินว่าเป็นแหล่งแร่หายากสำคัญที่มีปริมาณสำรอง 300,000 ตัน

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประเมินความพร้อมของประเทศไทยก่อนเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ โดยในด้านการผลิตของประเทศไทยยังมีโครงสร้างที่ล้าสมัย กระจุกตัว พึ่งพาบางส่วนมากเกินไป ขาดเทคโนโลยี มีปัญหาการผูกขาด ข้อตกลงการค้าเสรีไม่ครอบคลุมและการผลิตไม่เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน ซึ่งจะเห็นว่าสอดคล้องกับหลายฝ่ายที่เห็นว่าประเทศไทยควรเข้าสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ส่วนด้านสังคมของประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้น มีปัญหาการกระจายรายได้ มีความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้สินครัวเรือน และการศึกษาที่ผลิตคนไม่ตรงตามความต้องการของตลาด รวมทั้งประเทศไทยยังมีปัญหาด้านกฎหมายและกติกาที่ไม่ทันสมัย รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องหาทางเข้าสู่จุดเปลี่ยน ซึ่งปัญหาดังกล่าวประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขได้จึงมีความเสี่ยงเมื่อเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่
    รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งต้องมีมุมมองนำประเทศฝ่าพายุครั้งนี้ โดยกำหนดยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ต่างประเทศที่ชัดเจนและยืดหยุ่น เพื่อรักษาสมดุลทางการทูตและการสร้างความสัมพันธ์กับบางกลุ่มประเทศ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งหาโอกาสจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่ถือเป็นความท้าทายอย่างมากของรัฐบาลใหม่