‘ดาวรุ่ง’ ไล่กวด ‘กระต่ายหลับ’ เรากำลังถูก ‘เวียดนาม’ แซง!

‘ดาวรุ่ง’ ไล่กวด ‘กระต่ายหลับ’ เรากำลังถูก ‘เวียดนาม’ แซง!

หลายปีมานี้ “อาเซียน” ถูกมองว่ากำลังเป็น “ขุมทรัพย์” การลงทุนใหม่จากทั่วโลก ระยะหลังจะเห็นว่าเม็ดเงินลงทุนก็เริ่มไหลเข้าสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้นด้วย เรามองว่าจุดนี้จะเป็นจุดเปลี่ยน “ภูมิทัศน์เศรษฐกิจ” ของกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย... 

    “ไทย” เคยเป็นเป้าหมายหลักการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก แต่เวลานี้คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองดังๆ ว่า เรายังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่ เหลียงมองดูเพื่อนบ้านอย่าง “เวียดนาม” ดูเหมือนว่ากำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ดวงใหม่ที่สว่างไปทั่วภูมิภาคอาเซียน และวันนี้สื่อระดับโลกอย่าง “นิกเคอิ เอเชีย” เพิ่งจะออกรายงานพิเศษตั้งคำถามถึง เศรษฐกิจเวียดนามที่อาจจะแซงหน้าไทยเร็วสุด คือ ปีนี้!
    เว็บไซต์นิกเคอิ รายงานว่า ดาวรุ่งแห่งเอเชียดวงนี้มีแนวโน้มจะแซงหน้าประเทศไทยในด้านขนาดเศรษฐกิจ (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุดภายในปี 2026 จากตัวเลขการเติบโตของจีดีพีที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โดยเวียดนามขยายตัวถึง 7.1% ในขณะที่ไทยเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาคในปี 2024 สะท้อนชัดว่านี่ไม่ใช่เพียงความผันผวนชั่วคราว แต่คือผลลัพธ์ของศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในขณะที่เวียดนามกำลังเร่งเครื่องด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่และเป้าหมายการเติบโตระดับสองหลัก ประเทศไทยกลับติดอยู่ในภาวะชะงักงันและเสี่ยงที่จะเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคไป

    ลองทบทวนตัวเองดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่ ...คำตอบชัดเจนว่า เรากำลังติดกับดักเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ป่วยเรื้อรัง ทั้งการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่าซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็น “ระเบิดเวลา” สูงกว่า 88% ต่อจีดีพี ซ้ำเติมด้วยวิกฤตประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วทำให้ขนาดของตลาดเล็กลง และคุณภาพทุนมนุษย์ที่ถดถอยเห็นได้จากคะแนน PISA ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน จนทำให้อันดับความสามารถในเวทีโลกของไทยร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกและฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ

    ในทางกลับกัน เวียดนามได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยใช้จุดแข็งด้านต้นทุนแรงงานที่ต่ำและประชากรวัยทำงานที่มีจำนวนมากและมีการศึกษาสูง การก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตระดับโลกของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Apple ที่ผลิต Apple Watch ในเวียดนามถึง 90% และมูลค่าการส่งออกที่พุ่งสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าไทยไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเวียดนามไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังมีปัญหาโครงสร้างพื้นฐานล้าสมัย ระบบพลังงานที่ไม่เสถียรจนเสี่ยงต่อการขาดแคลนไฟฟ้า 
    เราทุกคนรู้ดีว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้อง “กล้าฝ่ากับดักใหญ่” และยอมรับว่าเครื่องยนต์เก่าได้เวลาต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งการแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย การยกระดับนวัตกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์ คือทางออกเดียวที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากวังวนเดิมได้ หากประเทศไทยยังคงพึ่งพามาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยละเลยการปฏิรูปใหญ่ ในไม่ช้าคำคาดการณ์ที่ว่าเวียดนามจะแซงหน้าไทยคงจะกลายเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไทยอาจต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านรายอื่นในอาเซียนตามไปด้วยในอนาคต