วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพ ฉบับประชาชน

สัปดาห์นี้เป็นอาทิตย์ของการประชุมประจำปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ครั้งที่ 81 จัดที่กรุงเทพมหานคร

มีคำถามถึงผมว่าการประชุมคืออะไร เกี่ยวกับประเทศไทยหรือไม่ และประชาชนได้ประโยชน์อะไร วันนี้จึงขอเขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้อ่านทั่วไปและแฟนคอลัมน์เข้าใจที่มาที่ไปของการประชุมนี้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เป็นองค์กรระหว่างประเทศสององค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จัดตั้งปี 1944 เพื่อเป็นกลไกของสถาปัตยกรรมทางการเงินใหม่ที่จะดูแลความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก 

โดยไอเอ็มเอฟดูแลเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน ระบบอัตราแลกเปลี่ยน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกในยามฉุกเฉิน ส่วนธนาคารโลกมุ่งเรื่องการพัฒนาประเทศเพื่อลดความยากจน ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสององค์กรนี้ในปี 1949 ความสัมพันธ์กับสององค์กรนี้จึงยาวนาน

ประโยชน์ที่ประเทศไทยได้จากการเป็นสมาชิก กรณีไอเอ็มเอฟคือคำแนะนำด้านนโยบายที่ไอเอ็มเอฟจะส่งทีมเจ้าหน้าที่มาหารือกับทางการไทยทุกปี พร้อมให้ความเห็นหรือคำแนะนำด้านนโยบาย ส่วนการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ที่คนรุ่นผมจําได้ คือวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997 หรือ ปี 2540 ที่เริ่มที่ไทย

จากนั้นก็เกิดในประเทศอื่นๆ ในเอเชียในลักษณะเดียวกัน เป็นผลจากความเป็นเสรีของการไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศ ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟในคราวนั้นก็เช่นไทย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย นี่คือเมื่อ 29 ปีก่อน

ส่วนธนาคารโลก ความสัมพันธ์เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ไทยเริ่มการพัฒนาประเทศ ธนาคารโลกส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจ นำไปสู่การจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ชื่อสมัยนั้น) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีฉบับเเรกของไทย ปี 1961-1966

นี่คือสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามด้วยการให้เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการเด่นๆ ก็เช่น โครงการชลประทานเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล ท่าเรือคลองเตย ซึ่งเงินกู้เหล่านี้มีการชำระคืนหมดแล้ว

ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกจะจัดประชุมประจําปีร่วมกันทุกปีในเดือนตุลาคม จัดที่สำนักงานใหญ่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี สหรัฐอเมริกา และทุกสองปีจะจัดนอกสถานที่

การจัดประชุมที่กรุงเทพสัปดาห์นี้จึงเป็นการประชุมนอกสถานที่ และเป็นการจัดประชุมประจำปีที่กรุงเทพเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกจัดเมื่อปี 1991 คือ 35 ปีที่แล้ว 

ช่วงนั้นเป็นสมัยที่คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสุธี สิงห์เสน่ห์ เป็นรัฐมนตรีการคลัง คุณวิจิตร สุพินิจ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นยุคที่เศรษฐกิจไทยรุ่งมาก เรียกได้ว่าเป็นช่วงยุคทองของเศรษฐกิจ

ด้วยนโยบายการค้าที่เสรี การปฏิรูประบบภาษีที่เริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม เสถียรภาพของค่าเงิน และความสามารถของภาคธุรกิจ เศรษฐกิจไทยช่วงนั้นขยายตัวร้อยละ 8-10 ต่อปี จนประเทศไทยถูกพูดถึงว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย

การเลือกกรุงเทพเป็นสถานที่จัดการประชุมเป็นครั้งที่สองไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีเพียงสามประเทศเท่านั้นที่ได้รับเกียรติให้จัดการประชุมสองครั้ง คือ ญี่ปุ่น ตุรกีและไทย

แสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ และความสามารถของไทยในการจัดการประชุมระดับโลก จากโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยวที่ประเทศมีและทั่วโลกรู้จัก จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในเวทีโลก

ส่วนประเด็นที่จะประชุมกันก็คงไม่พ้นภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ซึ่งนอกเหนือจากการรายงานเเนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยง และเสถียรภาพของระบบการเงินที่ทั้งสององค์กรจะนำเสนอ ประเด็นหารือคงไม่หนีสามสี่เรื่องที่เป็นประเด็นร้อนขณะนี้ 

1.ปัญหาหนี้โลก ทั้งในภาครัฐและเอกชนที่ตัวเลขรวมหนี้โลกอยู่ที่ประมาณ 235% ของจีดีพี ซึ่งสูง หนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอุตสาหกรรม และหนี้ภาครัฐที่ห่วงกันก็เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น

ความห่วงใยมาจากผลที่จะมีต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศที่มีหนี้สูงในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จึงควรเร่งแก้ไข

2.ภูมิรัฐศาสตร์ที่การแตกแยกทางเศรษฐกิจส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิต ความไม่เสรีทางการค้าเช่น มาตรการภาษีทรัมป์ และเงินเฟ้อจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม คำถามคือเราจะสร้างความยืดหยุ่นหรือ Resilience ให้กับประเทศต่างๆ อย่างไรในภาวะที่โลกแตกแยก

3.การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ผ่านการระดมทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Financing) และบทบาทตลาดคาร์บอนเครดิต อีกเรื่องเป็นเรื่องฮอตคือ เอไอ ว่าจะมีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลกทั้งต่อการเติบโต การมีงานทำ สังคมสูงวัย และความเสี่ยง

การประชุมคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมกว่า 15,000 คน นอกจากผู้แทนประเทศสมาชิกคือรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าแบงก์ชาติ และทีมที่จะเข้าร่วมประชุมที่เป็นภาคทางการ ซึ่งจะประชุมที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจากทั่วโลกก็จะจัดประชุมขนานกันไปที่เรียกว่า Side Meetings ในเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม เป็นเวทีให้ภาคที่ไม่ใช่ภาคทางการสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นและหารือกันในประเด็นสําคัญ

ในโอกาสนี้ ในวันที่ 15 ตุลาคม เวลา 8.30-17.30 น. มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลและเครือข่ายจะจัดสัมมนาใหญ่ภาคประชาสังคมระดับภูมิภาคเอเชีย เป็นงานที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ (Official Affiliated IMF-World Bank Meetings Event) ในหัวข้อ “การส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทาย และการพัฒนาที่ยั่งยืน” 

การประชุมเป็นภาษาอังกฤษ จัดที่ห้อง Forum ชั้น M โรงพยาบาล เมดพาร์ค ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้เข้าร่วมงานจำกัดไว้ที่ 200 คน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ผ่าน QR Code

ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพ ฉบับประชาชน

การประชุมสัปดาห์นี้จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะแสดงศักยภาพให้โลกเห็น รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้อธิบายทิศทางประเทศ เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน

ภาคเอกชนควรใช้โอกาสนี้พบปะสร้างเครือข่ายกับนักธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศ เรียนรู้จากสิ่งที่พวกเขาทำและเเสดงศักยภาพที่ธุรกิจไทยมีให้เห็น 

ภาควิชาการและประชาชนจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมงานสัมมนา ที่เปิดเป็นการทั่วไป เรียนรู้และเข้าใจประเด็นรอบตัวจากวิทยากรระดับโลก เป็นโอกาสหายากที่จะได้สัมผัสคนเหล่านี้

คนต่างประเทศก็ได้สัมผัสประเทศไทยเช่นกันว่าเป็นอย่างไร ได้มารู้จัก เยี่ยมชมสถานที่ ชิมรสอาหารไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ถ้าประทับใจ ก็คงอยากกลับมาอีก อยากพาครอบครัวมา หรืออยากมาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งจะดีต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศ

สัปดาห์นี้เราคนไทยจึงต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี ยิ้มแย้มต้อนรับ พร้อมช่วยเหลือ สร้างความประทับใจให้กับคนที่มาประชุม สร้างความทรงจําที่ดีของการมาประเทศไทย จึงขอเชิญชวน

ประชุมประจำปี IMF-WB ที่กรุงเทพ ฉบับประชาชน