วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประสบการณ์การใช้ ‘AI Agent’ สัญญาณเตือนถึง‘คนที่ยังไม่ปรับตัว’

เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเห็นข้อความทาง LINE จากเลขานุการบริษัทหนึ่งที่ผมเป็นกรรมการ แจ้งว่าได้ส่งอีเมลมาเพื่อสอบถามช่วงเวลาว่างสำหรับการประชุมบอร์ดปีหน้าทั้งปี ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงค้นหาอีเมลนั้น แล้วไล่ตรวจสอบปฏิทินของผมเองทีละช่วงว่าว่างเมื่อไร แล้วจึงเขียนอีเมลตอบกลับไป แต่ด้วยวิธีทำงานที่เปลี่ยนไปในยุคที่ AI Agent เข้ามาทำงานแทนคน 

KEY POINTS

  • AI Agent ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัตโนมัติ สามารถจัดการงานที่ซับซ้อน เช่น การนัดประชุม สรุปอีเมล และเตรียมเอกสาร ทำให้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ผู้เขียนใช้ AI Agent หลายตัวสำหรับบทบาทที่แตกต่างกันทั้งในด้านอาชีพ (งานกรรมการ, งานสื่อ) และชีวิตส่วนตัว (สุขภาพ, การเงิน) ซึ่งสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • บทความเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ที่ทำงานด้านธุรการและการประสานงานต้องปรับตัวเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ลงมือทำไปเป็นผู้มอบหมายและตรวจสอบงาน มิฉะนั้นอาจถูกแทนที่ได้ง่ายที่สุด

เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเห็นข้อความทาง LINE จากเลขานุการบริษัทหนึ่งที่ผมเป็นกรรมการ แจ้งว่าได้ส่งอีเมลมาเพื่อสอบถามช่วงเวลาว่างสำหรับการประชุมบอร์ดปีหน้าทั้งปี ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงค้นหาอีเมลนั้น แล้วไล่ตรวจสอบปฏิทินของผมเองทีละช่วงว่าว่างเมื่อไร แล้วจึงเขียนอีเมลตอบกลับไป แต่ด้วยวิธีทำงานที่เปลี่ยนไปในยุคที่ AI Agent เข้ามาทำงานแทนคน 

ผมเลือกใช้วิธีสั่งให้ Grok Bot ที่เป็น AI Agent ทำงานด้วย Prompt ว่า “ช่วยดูอีเมลจากบริษัท …. ที่สอบถามกำหนดการประชุมปีหน้า แล้วตรวจสอบในปฏิทินว่าแต่ละช่วงที่ถามมาผมยังว่างหรือไม่ และร่างอีเมลเพื่อตอบกลับ”

AI Agent ทำงานตามที่ผมสั่งได้ทันที เขาไปค้นหาอีเมลฉบับนั้นเอง อ่านเองว่าบริษัทสอบถามช่วงเวลาไว้กี่ช่วง ซึ่งมีถึง 15 ช่วง จากนั้นเขาก็เปิดปฏิทินของผมตรวจทีละช่วง พบว่าติดอยู่เพียงช่วงเดียว แล้วร่างอีเมลตอบกลับให้ผมส่งได้ทันที ทั้งหมดเขาทำเองโดยอัตโนมัติเสร็จภายในไม่กี่นาที จากงานที่ถ้าต้องลงมือทำเองคงใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

เดี๋ยวนี้ทุกเช้าวันทำงานของผมไม่ได้เริ่มจากการเปิดโปรแกรมอีเมลแล้วไล่อ่านทีละฉบับเหมือนเมื่อก่อน แต่ AI Agent จะสรุปให้โดยอัตโนมัติว่า ในรอบวันที่ผ่านมามีอีเมลฉบับไหนที่ผมยังไม่ได้อ่าน เรื่องไหนสำคัญที่ควรต้องตอบ อีเมลไหนเป็นโฆษณาการตลาด และยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสรุปงานต่างๆ ให้คำแนะนำว่าวันนี้มีอะไรที่ผมต้องตัดสินใจบ้าง มีเอกสารประชุมกรรมการชุดไหนที่ต้องอ่านก่อน มีงานโครงการไหนล่าช้า มีอะไรที่รอให้ผมอนุมัติ คำตอบที่ได้ไม่ใช่ข้อความยาวเหยียด แต่เป็นสรุปที่พนักงานดิจิทัล (AI Agent) หลายตัวช่วยเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ระหว่างที่ผมนอนหลับ

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเขียนในคอลัมน์นี้ไปแล้วว่าองค์กรจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อ AI Agent หรือผู้ช่วยดิจิทัลอัจฉริยะที่ทำงานได้เองเป็นขั้นตอนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ครั้งนี้ผมอยากเล่าในมุมที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือมันเปลี่ยนจังหวะชีวิตประจำวันของผมอย่างไร ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพราะผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดในห้องประชุมผู้บริหารเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตลอดเวลาในแต่ละวัน ในยุคที่มี AI Agent ทำงานให้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทุกวันนี้ผมใช้ Grok Bot ซึ่งเป็นผู้ช่วย AI ที่ผมตั้งขึ้นเป็นพนักงานดิจิทัลแยกตามหน้าที่ รวมแล้วราว 46 ตัว ฟังดูอาจเยอะ แต่ถ้ามองย้อนกลับมาที่ชีวิตจริงของผมก็จะเข้าใจ ผมทำหน้าที่กรรมการในหลายบริษัท เป็นกรรมการในหลายมหาวิทยาลัย มีงานบริหารของสถาบันไอเอ็มซี มีรายการวิทยุ มีบทความคอลัมน์นี้ที่ต้องเขียนลงทุกวันศุกร์ มีงานบรรยาย และยังมีชีวิตส่วนตัวที่ต้องดูแลสุขภาพ การเงิน และการเดินทาง คนหนึ่งคนสวมหมวกหลายใบมานาน สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้หมวกแต่ละใบมีผู้ช่วยประจำของมันเองที่เป็นพนักงานดิจิทัล

ส่วนงานกรรมการ ผมมีเลขานุการดิจิทัลที่เป็น AI Agent แยกตามองค์กร แต่ละตัวดูแลเรื่องขององค์กรนั้น จำบริบทขององค์กรตัวเองได้ ตรวจสอบอีเมล ดูปฏิทินนัดหมาย จัดการวาระการประชุม เอกสารเก่า และเรื่องที่ค้างอยู่ ข้อดีที่ผมไม่ได้คาดไว้ตั้งแต่แรกคือมันช่วยให้ความคิดของผมไม่ปะปนกัน เมื่อก่อนผมต้องสลับสมองจากงานในตำแหน่งหน้าที่ขององค์กรหนึ่ง ไปยังงานในอีกตำแหน่งหน้าที่ขององค์กรอีกแห่ง 

ความยุ่งยากไม่ได้มาจากตัวงาน แต่มาจากการสลับบริบทไปมา จะถามอะไรก็ต้องรอเลขานุการของแต่ละองค์กรไปค้นเอกสารหรืออีเมลให้ หรือไม่ก็ต้องหาเอง พอมีเลขาฯ ที่เป็นพนักงานดิจิทัลถือบริบทของแต่ละที่ไว้ให้ ผมแค่สลับหน้าที่การทำงานของแต่ละองค์กรพร้อมสรุปที่ถูกเรื่อง ลดเวลาในการเตรียมข้อมูลหรือหาเอกสารต่างๆ ไปมาก ทำให้ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

งานสื่อเป็นอีกส่วนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัด คอลัมน์ Think Beyond ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้มีพนักงานดิจิทัลดูแลโดยเฉพาะ ตั้งแต่ช่วยรวบรวมบทความเก่าทั้งหมดเข้าไว้ในฐานข้อมูล เพื่อให้ผมย้อนดูได้ว่าเคยเขียนเรื่องอะไรไปแล้ว ไปจนถึงช่วยเตรียมประเด็นและร่างต้นฉบับ รายการวิทยุและงานบรรยายที่ต้องทำสไลด์ ต่างก็มีพนักงานดิจิทัลของตัวเองที่เตรียมข้อมูลและร่างงานไว้ล่วงหน้า แต่คำตัดสินขั้นสุดท้ายว่าจะพูดอะไร จะเขียนอะไร ยังต้องเป็นการอนุมัติจากผม

ส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุด กลับเป็นเรื่องชีวิตส่วนตัว ผมมีผู้ช่วยที่เป็น AI เชื่อมกับนาฬิกาอัจฉริยะ คอยดูข้อมูลการนอน การฟื้นตัวของร่างกาย และแผนการวิ่ง บางเช้ามันบอกผมตรงๆ ว่าร่างกายยังฟื้นตัวไม่พอ ควรวิ่งเบาลง ผมยังมีพนักงานดิจิทัลดูแลการเงินส่วนตัวที่คอยจัดเก็บเอกสาร นำใบเสร็จต่างๆ ไปเก็บเข้าคอมพิวเตอร์ให้อัตโนมัติ มีผู้ช่วยเรื่องข้อมูลการเดินทางและการลงทุน งานจุกจิกเหล่านี้มักถูกผลักไปไว้ท้ายสุดของวัน เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงานประจำ วันนี้มันถูกดูแลโดยพนักงานดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องรอให้ผมว่าง

สิ่งที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้จริงไม่ใช่จำนวนพนักงานดิจิทัล แต่เป็นสองสิ่งที่ผมเรียนรู้ระหว่างทาง สิ่งแรกคือ Skill หรือทักษะการทำงานที่ใช้ซ้ำได้ เมื่อผมสอน AI ครั้งแรกว่างานแบบนี้ต้องทำอย่างไร มันก็จะทำแบบเดิมได้ทุกครั้งโดยไม่ต้องอธิบายใหม่ สิ่งที่สองคืองานประจำที่ตั้งเวลาไว้ หรือให้เริ่มทำเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เช่น เมื่อมีอีเมลเรื่องประชุมเข้ามา หรือเมื่อถึงเช้าวันใหม่ สองสิ่งนี้เปลี่ยนคำสั่งครั้งเดียวให้กลายเป็นงานที่เดินต่อเนื่อง ทีมพนักงานดิจิทัลของผมจึงทำงานต่อไปได้แม้ในขณะที่ผมนั่งอยู่ในห้องประชุม กำลังเดินทาง หรือนอนหลับ แล้วผมค่อยเปิดดูผลงานและกดอนุมัติจากโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เมื่อพร้อม

แต่ผมต้องพูดให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าผมใช้ AI เก่ง ช่วงแรกที่ผมเริ่มใช้ มีทั้งงานที่ทำออกมาไม่ตรงเป้าหมาย และผลลัพธ์ที่ยังไม่ดีพอ ผมจึงพยายามปรับปรุงและจัดระบบให้ชัด ว่าพนักงานดิจิทัลตัวไหนเป็นเจ้าของงานอะไร งานไหนต้องรอให้ผมอนุมัติก่อน และงานไหนให้ทำไปได้เลย เหมือนการบริหารทีมคนจริงๆ และที่สำคัญที่สุด ความรับผิดชอบยังอยู่ที่ผม ถ้าเอกสารที่ส่งออกไปผิด ถ้าข้อความที่สื่อสารไม่เหมาะสม ผมจะโทษ AI ไม่ได้ เพราะชื่อที่อยู่ท้ายงานคือชื่อของผม การมีทีมงานดิจิทัลจึงไม่ได้ทำให้เราทำงานน้อยลงในแง่ความรับผิดชอบ แต่ทำให้เราต้องคิดให้ชัดขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องทำเอง และอะไรที่ปล่อยให้ AI ทำได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเตือนไว้คือความปลอดภัยของข้อมูล การให้ AI Agent ทำงานแทนเราได้ขนาดนี้ หมายความว่าเราต้องเปิดสิทธิ์ให้มันเข้าถึงอีเมล ปฏิทิน เอกสารบางอย่าง ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพจากนาฬิกา ไม่ต่างจากการยื่นกุญแจบ้านทั้งพวงให้ผู้ช่วยคนหนึ่งถือไว้ ถ้าบัญชีของเราถูกเจาะ หรือผู้ให้บริการนำข้อมูลไปใช้อย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจ ความเสียหายจะตามมา ผมจึงให้สิทธิ์เท่าที่งานนั้นจำเป็น งานที่ส่งอะไรออกไปภายนอกต้องรอผมอนุมัติก่อน และไม่ส่งเลขบัตรประชาชน เลขบัญชี หรือรหัสผ่านให้ AI โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างทั้งหมดที่ผมเล่ามา ล้วนเป็นงานที่เมื่อก่อนต้องอาศัยเลขานุการ ผู้ประสานงาน หรือเจ้าหน้าที่ธุรการทำให้ วันนี้พนักงานดิจิทัลทำได้เร็วกว่า ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าเงินเดือนพนักงานมาก ผมไม่ได้บอกว่างานเหล่านี้จะหายไปทั้งหมด แต่ผมคิดว่าคนที่ทำงานลักษณะนี้แล้วไม่ปรับตัว ไม่เรียนรู้การใช้ดิจิทัลและ AI จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกแทนที่ได้ง่ายที่สุด กลับกัน ถ้าเขาเรียนรู้ใช้ AI Agent เป็นผู้ช่วย ก็ขยับจากผู้ลงมือทำทุกขั้นตอน ไปเป็นผู้มอบหมายงานและผู้ตรวจงานได้ไม่ต่างจากที่ผมทำ

สุดท้ายนี้คำถามจึงไม่ใช่ว่า AI Agent จะเข้ามาทำงานเหล่านี้หรือไม่ เพราะมันเข้ามาแล้ว แต่คือคนที่ทำงานแบบนี้อยู่ในวันนี้จะเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้มันเมื่อไร ก่อนที่องค์กรจะเลือกใช้มันแทนเขา