ก่อนอื่นดิฉันขออธิบายเกี่ยวกับชื่อบทความเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า มีความเชื่อมโยงกับประเด็นเนื้อหาบทความนี้อย่างไร “สระอโนดาต” คือสระน้ำในป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ ซึ่งได้รับการพรรณนาว่ามีน้ำใสสะอาดและภูเขาล้อมรอบ
เมื่อนำชื่อนี้มาเปรียบกับเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำ ภาพงดงามในตำนานจึงกลายเป็นคำถามต่อความจริงตรงหน้า ใต้ผืนน้ำที่แผ่คลุมถนนและบ้านเรือน ผู้คนกำลังเผชิญอะไรบ้าง
สำหรับบางคนเมื่อน้ำท่วมคือการย้ายไปพักในที่ปลอดภัยและรอวันกลับบ้าน แต่สำหรับอีกหลายคนคือวิกฤติการรายได้ที่หยุดลง ข้าวของที่เสียหาย และค่าใช้จ่ายที่ยังเดินต่อโดยเฉพาะการต้องซ่อมแซมและซื้อสิ่งของต่างๆ ที่เสียหายเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ในที่นี้แม้น้ำจะท่วมเมืองเดียวกันแต่ความสูญเสีย พลังที่จะรับมือ และโอกาสเริ่มต้นใหม่ของแต่ละคนกลับไม่เท่ากัน
คนรวยกับคนจนเผชิญ “น้ำก้อนเดียวกัน” แต่ไม่ได้เผชิญ “ภัยพิบัติเดียวกัน” คนที่มีเงินสำรอง ประกัน บ้านหลายแห่ง หรือทำงานที่บ้านได้ ย่อมมีทางเลือกมากกว่าคนหาเช้ากินค่ำ ผู้สูงอายุ แรงงานข้ามชาติ หรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่เปราะบาง ดังนั้น วิกฤตการณ์น้ำท่วมเป็นเสมือนกระจกที่ทำให้โครงสร้างความเหลื่อมล้ำปรากฏชัดขึ้น
หากวิเคราะห์ตามแนวคิดในแบบสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา อำนาจ การเมือง และการจัดการพื้นที่ ของ Micheal Foucault สามารถอธิบายในประเด็น ใครมีอำนาจกำหนดว่า “พื้นที่ไหนต้องได้รับการป้องกัน” “น้ำควรถูกระบายไปทางไหน” “ใครต้องอพยพ” และ “พื้นที่ใดสามารถรับน้ำได้”
ส่วน “วิธีคิดและวิธีปฏิบัติในการปกครองผู้คน” (Governmentality) ผู้นำหรือผู้มีอำนาจใช้ความรู้และการจัดพื้นที่น้ำท่วม เพื่อกำกับให้ผู้คนดำเนินชีวิตไปในทิศทางอย่างใด
ดังนั้น คำถามที่ตามมาคือ รัฐมองปัญหาอย่างไร หมายถึง รัฐนิยามพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่สำคัญด้วยข้อมูลหรือเกณฑ์อะไร รัฐจัดการอย่างไร มีการสร้างแนวกั้นน้ำ กำหนดพื้นที่รับน้ำ จัดสรรงบประมาณ และออกคำสั่งอพยพอย่างไร ผู้คนถูกคาดหวังให้รัฐทำอะไร เพื่อเตรียมพร้อม ย้ายออก หรือรับผิดชอบการป้องกันวิกฤตการณ์
Ulrich Beck (1992) “Risk society: Towards a new modernity” ช่วยให้เรามองว่า สังคมสมัยใหม่ไม่ได้เพียงผลิตความมั่งคั่ง แต่ยังผลิต “ความเสี่ยง” ขึ้นมาพร้อมกัน การพัฒนาเมือง อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ดังนั้นคำถามจึงเปลี่ยนจาก “น้ำมาจากไหน” เป็น “รูปแบบการพัฒนาของเราทำให้ผลของน้ำรุนแรงขึ้นหรือไม่”
มานุษยวิทยาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เกี่ยวข้องกับมุมมองว่า มนุษย์มอง “น้ำ” อย่างไร เป็นศัตรูที่ต้องควบคุมหรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมด้วย นอกจากนี้ Political Ecology เป็นแนวคิดที่มองการเปลี่ยนภูมิทัศน์ แม่น้ำ คลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ และเมือง เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับน้ำอย่างนิเวศวิทยาการเมือง”
อีกนัยหนึ่งคือแนวทางศึกษาว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์กับอำนาจ การเมือง เศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำอย่างไร ใครมีอำนาจตัดสินใจ ว่าจะสร้างเขื่อน ถนน หรือแนวกั้นน้ำตรงไหน พื้นที่ใดได้รับการปกป้องก่อน และใช้เหตุผลอะไรในการเลือก ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องอยู่กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เสียงของใครมีน้ำหนัก ในการวางแผน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมเพียงใด
ตามแนวคิดที่ประยุกต์เพื่ออธิบายวิกฤติน้ำที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนและข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาต่อไป
1.เปิดเผยว่าเหตุใดจึงปกป้องพื้นที่หนึ่งหรือเลือกให้อีกพื้นที่รับน้ำ รัฐควรเผยแพร่แผนที่ความเสี่ยง เกณฑ์จัดลำดับพื้นที่ป้องกัน และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดจากการระบายน้ำ โดยพิจารณาชีวิตประชาชน โรงพยาบาล ระบบบริการจำเป็นและความเปราะบางของชุมชนร่วมกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ
พร้อมระบุผู้รับผิดชอบและเปิดช่องทางให้ประชาชนทักท้วงการตัดสินใจได้ ข้อเสนอนี้เชื่อมกับ governmentality เพราะทำให้เหตุผล ความรู้ และเครื่องมือที่รัฐใช้ปกครองพื้นที่สามารถถูกตรวจสอบได้
2.ให้ชุมชนร่วมตัดสินใจก่อนกำหนดพื้นที่รับน้ำ หากจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รับน้ำ รัฐควรประเมินทางเลือก เปิดเผยผลกระทบ และกำหนดมาตรการลดความเสียหาย การช่วยเหลือ และการชดเชยล่วงหน้า รวมถึงดูแลผู้เช่าและผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลกระทบด้วย
แนวทางการมีส่วนร่วมเช่นนี้สอดคล้องกับ หลักการจัดการน้ำท่วมด้านสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ APFM (Associated Program on Flood Management โครงการความร่วมมือด้านการจัดการน้ำท่วม เป็นความร่วมมือขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และเครือข่ายหุ้นส่วนด้านน้ำโลก (GWP)
โครงการนี้ส่งเสริมการจัดการน้ำท่วมแบบบูรณาการ คือพิจารณาทั้งลุ่มน้ำ การใช้ที่ดิน ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนร่วมกัน)
3.ตรวจสอบว่าการพัฒนาเมืองกำลังสร้างความเสี่ยงเพิ่มหรือไม่ รัฐควรประเมินผลของถนน การถมที่ โครงการเมือง และโครงสร้างป้องกันน้ำต่อการไหลของน้ำทั้งลุ่มน้ำ รวมถึงผลสะสมจากหลายโครงการ ตรวจสอบโครงการเดิมที่อาจขวางทางน้ำ และปรับแผนตามข้อมูลใหม่ เป้าหมายคือ ให้การป้องกันพื้นที่หนึ่งลดความเสี่ยงโดยรวม พร้อมตรวจสอบว่ามีการเพิ่มภาระให้พื้นที่อื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นคือในเมื่อประชาชนรอความช่วยเหลือจากรัฐไม่ได้ จึงต้องช่วยเหลือกันเองก่อน ภัยพิบัติจึงเกิดชุมชนชั่วคราวผู้คนมีความสมัครสมานสามัคคีกันเพื่อเอาชีวิตรอด องค์กรเอกชน รวมถึงการดำเนินการในนามส่วนบุคคล แม้กระทั่งคนในชุมชนที่ประสบภัย ช่วยกันทำอาหารประทังชีวิต รวบรวมสิ่งของที่จำเป็นเพื่อแจกจ่าย
ดังนั้นอีกด้านหนึ่ง น้ำท่วมไม่ได้เปิดเผยให้เห็นเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ยังทำให้เห็นความเป็นชุมชน เช่น คนแปลกหน้าช่วยกันยกรถ แจกอาหาร เปิดบ้านพัก ช่วยสัตว์ หรือใช้ Social Media ประสานความช่วยเหลือ
สุดท้ายนี้ในฐานะนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาขอสรุปว่า วิกฤตการณ์ “จากเมืองสวรรค์สู่สระอโนดาต” ในภาวะปกติเราอาจแทบไม่รู้จักเพื่อนบ้าน แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ “ชุมชนที่สมัครสมานสามัคคี” กลับปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว





