การพบกันล่าสุดของสองผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันสหรัฐฯ–จีนสิ้นสุดลง แต่กำลังเพิ่ม “กลไกบริหารความเสี่ยง” ระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ของโลก
นั่นอาจเปลี่ยนเงื่อนไขธุรกิจของไทยและอาเซียนตั้งแต่การส่งออก การลงทุน AI–Data Center ไปจนถึงพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
หากอ่านเพียงหัวข้อ “8 ฉันทามติ” จากการพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงวอชิงตันเมื่อปลายเดือนกันยายน หลายคนอาจรู้สึกว่าสหรัฐฯ กับจีนกำลังกลับมาคืนดีกัน
แต่สำหรับภาคธุรกิจ ผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจกว่าคือ สองประเทศกำลัง “ยุติการแข่งขัน” หรือเพียงกำลังสร้างกติกาเพื่อให้การแข่งขันไม่หลุดออกจากการควบคุม?
คำตอบมีความหมายต่อประเทศไทยมากกว่าที่เห็น เพราะเศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับทั้งสองประเทศพร้อมกัน
ข้อมูลครึ่งแรกปี 2569 ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าประมาณ 47,145 ล้านดอลลาร์ หรือ 24% ของการส่งออกทั้งหมด
ขณะที่จีนเป็นตลาดอันดับสองประมาณ 22,645 ล้านดอลลาร์ ในเวลาเดียวกัน การลงทุนจากจีนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI มีถึง 321 โครงการ มูลค่าประมาณ 45,800 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือ ไทยไม่ได้ยืนดูการแข่งขันของสองมหาอำนาจอยู่ข้างสนาม แต่ยืนอยู่ กลางเครือข่ายการค้า การลงทุน และ Supply Chain ของทั้งคู่
ภาษีลดบางส่วน แต่โลกคงไม่ย้อนกลับไปแบบเดิม
หนึ่งในผลการหารือที่มีผลต่อธุรกิจโดยตรงที่สุด คือ ทั้งสองฝ่ายรับรองผลการเจรจาด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงกรอบลดภาษีแบบต่างตอบแทนสำหรับสินค้ามูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อฝ่าย หรือประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์รวมกัน
ทำเนียบขาวระบุว่าสินค้าฝั่งสหรัฐฯ ที่อยู่ในกรอบดังกล่าวครอบคลุมสินค้าเกษตร ประมง อาหารทะเล ไม้ซุงและผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่สินค้าจีนรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ของเล่น และสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดหลายส่วนยังอยู่ในกระบวนการนำไปปฏิบัติ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการลดภาษีครั้งใหญ่ครอบคลุมการค้าสหรัฐฯ–จีนทั้งหมด นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับอาเซียน
หลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางการค้าสหรัฐฯ–จีนช่วยเร่งให้บริษัทจำนวนหนึ่งกระจายฐานการผลิตออกจากจีน หรือใช้ยุทธศาสตร์ China+1 และ ASEAN เป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญของการกระจาย Supply Chain
ADB ประเมินว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการทางการค้าตั้งแต่ปี 2018 มีส่วนผลักให้ห่วงโซ่อุปทานในเอเชียเคลื่อนไปสู่โครงสร้างแบบ multi-hub และ risk-aware มากขึ้น แทนที่จะพึ่งฐานการผลิตแห่งเดียว
ดังนั้น ข่าวการลดภาษีรอบนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มดังกล่าวจะย้อนกลับทันที แต่เตือนผู้ประกอบการไทยว่า เราไม่ควรสร้างยุทธศาสตร์การลงทุนบนสมมติฐานว่า สหรัฐฯ กับจีนจะขัดแย้งกันตลอดไป
ประเทศหรือบริษัทที่จะได้ประโยชน์ระยะยาวจึงอาจไม่ใช่ผู้ที่รอรับโรงงานซึ่งย้ายหนีความขัดแย้ง แต่เป็นผู้ที่มี ต้นทุนแข่งขันได้ โครงสร้างพื้นฐานพร้อม บุคลากรพร้อม กฎระเบียบชัด และสามารถเชื่อม Supply Chain หลายตลาดได้
AI กลายเป็นเรื่องการทูต และ ASEAN อยู่ตรงกลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อีกข้อที่ไม่ควรมองข้าม คือสหรัฐฯ และจีนตกลงจัดตั้งช่องทางหารือเรื่อง AI เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยง พร้อมสร้างช่องทางสื่อสารหากเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยมีกำหนดหารือรอบต่อไปในเดือนพฤศจิกายน
นี่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะ AI กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีไปเป็น เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
การแข่งขันไม่ได้มีเพียงว่าใครมีโมเดล AI ที่เก่งกว่า แต่รวมไปถึง Semiconductor, GPU, Cloud, Data Center, Cybersecurity, พลังงาน และ Critical Minerals และตรงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าไปอยู่ในสมการอย่างชัดเจน
ครึ่งแรกปี 2569 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าประมาณ 1.12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับ Data Center, Data Hosting, Cloud และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล
สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะได้ Data Center เพิ่มกี่แห่ง แต่คือประเทศไทยสามารถเข้าไปอยู่ใน Value Chain ของ Digital Economy ได้ลึกเพียงใด
ถ้าเรามีเพียงที่ดิน อาคาร และไฟฟ้า มูลค่าที่ตกอยู่ในประเทศก็จะมีระดับหนึ่ง แต่ถ้าต่อยอดไปถึงระบบไฟฟ้า Cooling, Cybersecurity, Engineering, Maintenance, Cloud Services, AI Talent และผู้ผลิตอุปกรณ์ในประเทศ ผลทางเศรษฐกิจจะต่างออกไปมาก
ประเด็นนี้เชื่อมตรงกับโจทย์ EEC ว่า เงินลงทุนที่เข้ามาจะสามารถเปลี่ยนจาก Investment Application ไปสู่ Local Capability ได้มากแค่ไหน
ข้ออิหร่านอาจอยู่ไกล แต่ “ฮอร์มุซ” อยู่ใกล้ต้นทุนธุรกิจไทยกว่าที่คิด
ในฉันทามติข้อที่ 3. สี จิ้นผิงและทรัมป์เห็นตรงกันว่าอิหร่านไม่ควรพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ควรมีประเทศหรือองค์กรใดเรียกเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศ
ซึ่งมีนัยต่อสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง สำหรับคนไทย เรื่องนี้อาจดูเป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร แต่สำหรับภาคธุรกิจ ระยะทางไม่ได้ไกลขนาดนั้น
ฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางจึงสามารถส่งผ่านมายัง ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย Logistics ต้นทุนไฟฟ้า และต้นทุนวัตถุดิบ ในเอเชียได้อย่างรวดเร็ว
ADB ในรายงานเดือนกันยายน 2569 ระบุว่าความผันผวนด้านพลังงานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจเอเชีย แม้เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปีนี้ยังได้รับการประเมินให้ขยายตัวประมาณ 4.7%
ดังนั้น สำหรับไทยและ ASEAN การลดความเสี่ยงของเส้นทางพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความมั่นคง แต่เป็นเรื่อง ต้นทุนการแข่งขันของโรงงาน ธุรกิจขนส่ง สายการบิน เกษตร อาหาร และผู้บริโภค !
ASEAN อาจได้ “พื้นที่ทางเศรษฐกิจ” มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าโอกาสจะมาเอง
อีกจุดที่น่าสนใจคือทั้งสองผู้นำตกลงสนับสนุนกันในการเป็นเจ้าภาพ APEC ที่จีนในเดือนพฤศจิกายน และ G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม พร้อมแสดงความตั้งใจเข้าร่วมการประชุมของอีกฝ่าย
สิ่งนี้อย่างน้อยทำให้การเจรจาระหว่างสองประเทศมีช่องทางต่อเนื่องตลอดช่วงปลายปี ไม่ได้จบลงที่การประชุมวอชิงตันครั้งเดียว
สำหรับ ASEAN นี่มีความหมาย เพราะภูมิภาคกำลังพยายามรักษาบทบาทเป็นทั้งฐานการผลิต ตลาดผู้บริโภค ศูนย์ Logistics และจุดเชื่อมต่อระหว่าง Supply Chain หลายระบบ
ADB ระบุว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ ASEAN กำลังขยายจากเรื่องการค้าและการลงทุน ไปสู่ Supply Chain Resilience, Digital Economy, Energy Security และ Inclusive Growth มากขึ้น
แต่มีประเด็นหนึ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรระวัง ถ้าความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนดีขึ้น การย้ายฐานการผลิตบางประเภทที่เกิดจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่รุนแรงเท่าเดิม ขณะที่หากความสัมพันธ์กลับมาตึงเครียด นักลงทุนก็จะให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงอีกครั้ง
นั่นหมายความว่า ความได้เปรียบของไทยไม่ควรผูกกับคำถามว่า “จีนกับสหรัฐฯ จะทะเลาะกันหรือไม่”
แต่ควรผูกกับคำถามว่า ไม่ว่าสองประเทศจะร่วมมือหรือแข่งขันกัน ประเทศไทยมีอะไรที่ทำให้นักลงทุนยังต้องการอยู่ในประเทศไทย? คำตอบอาจอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด Logistics บุคลากร กฎระเบียบ ความสามารถของ Supplier ไทย และความสามารถในการเชื่อมตลาด ASEAN เข้าด้วยกัน
จาก “Geopolitical Opportunity” สู่ “Economic Capability”
ผมจึงมองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันครั้งนี้อาจไม่ใช่การนับว่าใครได้หรือเสียจากโต๊ะเจรจามากกว่า
สำหรับประเทศไทย คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ เราจะเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกให้กลายเป็นความสามารถของเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร
ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างมากกับสหรัฐฯ มี Supply Chain เชื่อมโยงจีน และกำลังรับเงินลงทุนจำนวนมากใน Digital Infrastructure, Electronics, EV และอุตสาหกรรมใหม่
นั่นทำให้ประเทศไทยมีทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน
ถ้าไทยเป็นเพียงจุดประกอบสินค้าเพื่อหลบภาษี โอกาสนั้นอาจอยู่ไม่นาน แต่ถ้าเงินลงทุนที่เข้ามาสามารถสร้าง Thai Suppliers + Skilled Workforce + Technology Transfer + R&D + Digital Infrastructure + Regional Distribution ได้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่า
ฉันทามติ 8 ข้อระหว่างสี จิ้นผิงและทรัมป์จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงว่า “สหรัฐฯ–จีนดีต่อกันขึ้นหรือไม่”
แต่ควรถูกอ่านว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่มหาอำนาจยังแข่งขันกัน แต่พยายามสร้างกลไกไม่ให้การแข่งขันสร้างความเสียหายเกินควบคุม
สำหรับไทยและ ASEAN ความท้าทายจึงไม่ใช่การรอว่าโลกจะเดินไปทางไหน แต่คือการทำให้ ไม่ว่าโลกจะเดินไปทางไหน เราก็ยังมีตำแหน่งอยู่ใน Supply Chain ของโลก และสร้างมูลค่ากลับมาให้เศรษฐกิจของเราได้
แหล่งข้อมูลที่อ้างอิง
1.Xinhua — China and the United States reach eight deliverables and understandings, 26 Sept 2026 .
2.The White House — Fact Sheet, 25 Sept 2026 .
3.Reuters — 28 Sept 2026 .
3.Thailand BOI/OSOS — Investment Statistics, 1H 2026 .
4.กระทรวงพาณิชย์/รัฐบาลไทย — การส่งออกครึ่งแรกปี 2569
5.Asian Development Bank — Asian Development Outlook September 2026 .
6.ADB — Strengthening Asia’s Integration in a Changing World, February 2026 .





