วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

รำลึกอาลัยถึง ‘ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์’ ครูผู้เป็นรากฐานเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 21 กันยายน 2569 เวลาประมาณบ่ายสามโมง พวกเราก็ได้รับข่าวเศร้า “อาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์” ได้จากไปแล้ว ผมจึงขอใช้พื้นที่นี้กล่าวถึงอาจารย์ปรีชาเพื่อเป็นความทรงจำและระลึกถึงคุณูปการของอาจารย์สักครั้ง

ต้องขออภัยไว้ก่อนว่าเนื้อหาต้องมีการกล่าวถึงตัวผมเองด้วย เพราะผมก็ไม่รู้จะนิยามอาจารย์ปรีชาและกล่าวระลึกถึงอาจารย์อย่างไร หากไม่พูดผ่านความทรงจำของตนเอง

รำลึกอาลัยถึง ‘ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์’ ครูผู้เป็นรากฐานเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย

ผมน่าจะเป็นลูกศิษย์ในที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ในหลักสูตร ศ.ม. (ชื่อย่อของหลักสูตร ป.โท เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ) ของอาจารย์คนท้ายๆ (ช่วงปี 2548-2549) ตอนนั้นอาจารย์เกษียณแล้ว วิธีการต้องทำแบบ “ประกบคู่” โดยมี อ.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เมตตารับเป็นที่ปรึกษาหลัก และ อ.ปรีชา เป็นที่ปรึกษาร่วม

ถึงแม้ว่าเป็นชื่อร่วม แต่บอกได้เลยว่าแรงบันดาลใจหลักในการทำวิทยานิพนธ์มาจากคาบเรียน History of Economic Thought กับอาจารย์ปรีชา การสอนน้ำเสียงของอาจารย์ราบเรียบนิ่งเฉย คำพูดสุภาพเรียบร้อย แต่เนื้อหาหนักแน่นและวิพากษ์วิจารณ์ทรงพลัง

(นิสิตเศรษฐศาสตร์การเมืองรุ่นใหม่หลายคนบอกผมว่าอาจารย์พูดเนิบๆ คงอายุมากแล้ว แต่ผมมองว่าอาจารย์ก็พูดแบบนี้มานานแล้ว แต่อาจโรยราตามอายุบ้าง) 

หลายอย่างก็เพิ่งเคยได้ยินจากคำสอน ถือว่าเปิดโลกมาก อาจารย์ได้วิจารณ์และชมเชยรายงานของผมในคาบ จุดประกายให้ผมสนใจทำเรื่อง “โพสต์โมเดิร์นกับเศรษฐศาสตร์” จนสำเร็จเป็นวิทยานิพนธ์

การเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า และคิดว่าคงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว อาจารย์มีความเป็นวิชาการสูง และให้อิสระในการค้นคว้ามาก อาจารย์ไม่เคยจ้ำจี้จ้ำไช อาจารย์ไม่ยึดติดกับสถานที่ จะมาตอนไหนก็มา (จะบนโต๊ะอาหารเครื่องดื่มก็ได้ หรือไปหาที่บ้านตรงถนนพระอาทิตย์ก็ได้) 

เหมือนจะดุแต่ก็ไม่ดุ เหมือนจะบังคับแต่ก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่พลาด critical point สำคัญที่ต้องให้คำแนะนำ การอบรมสั่งสอนมาแบบแนะให้คนเรียนไปคิดหาทางลองผิดลองถูกกันจนลุล่วง จะบอกว่าอาจารย์เป็นผู้สอนแบบ growth mindset ก่อนกาลคงไม่เกินไปนัก

หลังจากเรียนจบ ผมต้องไปสอนหนังสือที่ขอนแก่น ก็ไม่ได้พบอาจารย์บ่อยนัก แต่โชคดีที่อาจารย์เดินทางมาทำภารกิจที่ขอนแก่นอยู่บ้าง จำได้ว่าเจออาจารย์สองครั้งช่วงระหว่างปี 2551-2554 และครั้งหนึ่งเป็นก่อนที่ผมจะไปเรียนต่อออสเตรเลีย ท่านก็แสดงความยินดีให้กำลังใจกันตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน (นั่งทนมาก) 

หลังจากเรียนเสร็จกลับมาขอนแก่นตั้งแต่ปี 2558 ก็แสดงความยินดีกันอีก และได้เจออาจารย์เรื่อยๆ นับไปง่ายๆ ว่าปีละครั้ง หากอาจารย์มี event ต้องมาขอนแก่น ซึ่งแต่ละครั้งก็พบปะพูดคุยกับอาจารย์และมิตรสหายอย่างออกรส ล่วงเลยเวลาอย่างไม่เสียดายจริงๆ (ผมกล้าพูดได้เลยว่าเคยพยุงอาจารย์กลับที่พักในหลากหลายสถานการณ์มาแล้ว อาจารย์ไม่ยึดติดทิ้งตัวจริงๆ ครับ)

ตั้งแต่ปี 2567 ย้ายมาทำงานจุฬาฯ ก็ได้ไปพบอาจารย์บ้างในงานเสวนาและที่บ้าน แต่สุขภาพของอาจารย์ก็เริ่มโรยราแล้ว นับเป็นช่วงท้ายๆ ของอาจารย์

สำหรับผม อาจารย์ปรีชาเป็นตัวอย่างนักวิชาการที่ควรเอาแบบอย่าง อาจารย์เป็นคนมีวินัย เคล็ดลับคือตื่นเช้ามาอ่านทีละนิด เขียนทีละหน่อย ทำทุกๆ วัน จึงไม่แปลกที่ตลอดชีวิตอาจารย์เขียนหนังสือได้มากมาย กระนั้น อาจารย์ไม่สนยศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งวิชาการใดๆ ที่ผู้มีอำนาจใดๆ มอบให้ 

ทำให้อาจารย์คงจริตทางวิชาการอย่างมั่นคง สามารถวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสังคมอย่างมีอิสระ ไร้ส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่หายไปในวงวิชาการปัจจุบัน 

การเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ได้ย้ำเตือนว่า ผมคิดไม่ผิดที่เลือกเอาเส้นทางวิชาการทำมาหากิน และยิ่งย้ำเตือนความสำคัญของกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่ต้องคงอยู่เป็นขั้วปฏิพากย์เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และประกอบสร้างให้ economics discipline “ไม่แห้งแล้ง” ทั้งวิสัยทัศน์ทางปรัชญาและความคิดเพื่อสังคม

เมื่อกล่าวถึงกลุ่มเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ อาจารย์ปรีชาก็เป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกพร้อมกับ อ.ฉัตร ทิพย์นาถสุภา และ อ.สุธี ประศาสน์เศรษฐ แต่ละคนก็ต่างสไตล์ทางวิชาการ อ.ฉัตรทิพย์ แนวประวัติศาสตร์ชุมชนอนาธิปัตย์ อ.สุธี แนววิจารณ์การพัฒนาอุตสาหกรรม 

ส่วน อ.ปรีชา จะบอกว่าแนวไหนชัดๆ ก็อาจพูดยากสักนิด แต่ที่แน่ๆ คือมีความ “ราดิคัล” (radical) อาจารย์นำแนวคิดฝ่ายซ้ายผสมผสานกับปรัชญาสังคม ทำให้ออกท่าทางการวิจารณ์ได้อย่างหลากหลายและไม่ตกยุค เศรษฐศาสตร์ของอาจารย์ปรีชามีความเป็นปรัชญา มีความเป็นการเมือง มีความเป็นสังคมวิทยา และมีความเป็นนิเวศวิทยา ซึ่งหาได้ยากยิ่งในความเป็นตัวตนนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง

ความคิดเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับปรัชญาสังคมวิพากษ์ กลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ทางวิชาการสำคัญของเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ มาจนถึงทุกวันนี้ จึงไม่แปลกที่แนวทางและการวิเคราะห์ของอาจารย์มีลักษณะนำสมัยให้เห็นเสมอๆ

อาจารย์เป็นผู้ร่วมบุกเบิกนำเศรษฐศาสตร์สู่ความเป็นสหวิทยาการ ในหลักสูตรต่างๆ ของหลายมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ก่อนยุค disruption จนมาทุกวันนี้ความเป็นสหวิทยาการเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสังคมที่ซับซ้อนขึ้น และความไม่เข้าใจระหว่างกลุ่มช่วงวัยและสังคม

ส่วนในด้านการเมือง วิชาการของอาจารย์คือการเมือง อุดมการณ์ของเศรษฐศาสตร์การเมืองคือ ต้องไม่สร้างคนที่โอนอ่อนเพียงเพื่อรับใช้ระบบตลาด และการเมืองแบบคณาธิปไตย และ/หรือ อำนาจนิยมในแบบอื่นๆ แต่ต้องกล้าวิจารณ์การปกครองของชนชั้นนำทั้งด้านทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

ตลอดชีวิตของอาจารย์มีลูกศิษย์มากมายจากหลายสถาบัน ด้วยความมีเมตตา ไม่ถือเนื้อถือตัว ดำรงวิชาการและความถูกต้อง ความทรงจำนี้เป็นในมุมของผม แต่แน่นอนว่ายังมีอีกนับพันความทรงจำที่ยังคงสานต่ออุดมการณ์และวิชาการของอาจารย์อยู่ทั่วประเทศ

บัดนี้อาจารย์ได้ออกเดินทางไกล ขอให้อาจารย์พบแหล่งพักพิงที่สงบสุขครับ ด้วยความอาลัยยิ่ง.....จากลูกศิษย์คนหนึ่ง