วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

พิสูจน์ ‘รักแท้ แน่เชียว’

“นี่แหละ ที่เขาเรียกกัน รักมั่น กระสันมัดเกลียว ใจนั้นเต้นเป็นเสียงเดียว รักแท้ แน่เชียว ไม่ลืม ไม่เลือน“ เนื้อร้องท่อนหนึ่งจากเพลง “รักปักใจ” ที่มีอายุ 71 ปี เตือนให้นึกถึงนโยบายหรือโครงการของภาครัฐและองค์กรเอกชนในเรื่อง “รักแท้ แน่เชียว”

เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ประพันธ์ “รักปักใจ” ที่แสนสนุกและไพเราะ (ปัจจุบันเห็นนักร้องสาวรุ่นใหม่หลายคนร้องเพลงนี้อย่างน่ารักมากในยูทูบ) ขอกล่าวถึงเพลงนี้ก่อนและจะโยง “รักแท้ แน่เชียว” ไปถึงเรื่องอื่นดังที่กล่าวแล้ว

ทำนองเพลงนี้ดัดแปลงจากเพลงจีนโดยครูสมาน กาญจนะผลิน สุดยอดบรมครูเพลงของไทย และประพันธ์คำร้องโดยครูสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ (ชื่อจริงคือเกียรติพงศ์ กาญจนภี) ศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียลและเศรษฐศาสตรบัณฑิตจากอังกฤษ เป็นผู้บริหารสำคัญในหลายองค์กรเอกชน 

ศิลปินแห่งชาติทั้งสองแต่งเพลงร่วมกัน และกับครูสง่า อารัมภีร อีกหลายเพลงมาก เช่น รักคุณเข้าแล้ว, เพียงคำเดียว, วิหค เหิรลม, ความรักเจ้าขา ฯลฯ 

ครูสุนทรียาแต่งเนื้อร้องด้วยภาษาไทยที่ไพเราะ และมีความหมายกินใจดั่งในเพลงนี้ที่สาวคนหนึ่งตกอยู่ในความรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นโดยตรวจสอบจากอาการที่ปรากฏกับตัวเอง “รักปักใจ โอ้ใครช่วยฉันที ทุกนาทีดังไฟมาจี้เหลือที่บรรเทา อาวรณ์ ใจร้อนรน พะว้าพะวังเหลือทนซึมเซา ตรึงฤทัยให้หลงเมา หัวใจกระเส่า นี่ตัวเราหรือตัวใคร”

หลายอย่างในการดำเนินงานของภาครัฐหรือองค์กรเอกชน จะมีความมั่นใจว่ามันเป็น “รักแท้ แน่เชียว” ซึ่งหมายความว่ามันต้องเป็นผลดังที่รู้สึกหรือคาดเดาไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันอาจมิใช่ “รักแท้ แน่เชียว” ดังเรื่องจริงของต่างประเทศที่ขอเล่าต่อไปนี้ และจะโยงถึงบ้านเราในตอนท้าย

Alan Krueger เป็นนักเศรษฐศาสตร์มือดีระดับโลกที่จริงจังกับชีวิตมาก อุดมการณ์ในชีวิตคือการใช้วิชาการเพื่อทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น เขาต้องการเสนอนโยบายเศรษฐกิจอย่างเข้าถึงหัวใจมนุษย์ โดยเห็นมนุษย์เป็นมนุษย์ มิใช่เป็นเพียงตัวเลข

หลังจากเรียนจบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ดแล้วก็เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน มีงานวิจัยที่มีชื่อเสียงทางวิชาการมาก 

ต่อมาได้เข้าไปทำงานในกระทรวงแรงงาน และทำงานให้ประธานาธิบดีโอบามา กระทั่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาน Council of Economic Advisers ของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก หลังจากทำงานอยู่ 2 ปี เขาก็กลับไปสอนหนังสือที่เดิม และกลับมาทำงานศึกษาวิจัยในเรื่องการว่างงานที่เขาสนใจต่อ

เรื่องหนึ่งที่เขาต่อสู้มาตลอดก็คือ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นโดยยืนยันว่า จะไม่ทำให้มีการจ้างงานในตลาดค่าแรงต่ำน้อยลง (เกิดการว่างงานสูงขึ้น) ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่าหากค่าจ้างสูงขึ้น ความต้องการจ้างแรงงานก็จะลดลงเพราะค่าแรงแพงขึ้น ดังนั้น ก็จะมีผลทำให้มีจำนวนการจ้างงานลดลง แรงงานบางส่วนจะได้รับค่าจ้างสูงขึ้นก็จริงแต่แรงงานอีกส่วนหนึ่งก็จะว่างงาน

Krueger เชื่อในการศึกษาอย่างถึงแก่นว่า ต้องเข้าใจความเป็นไปของผู้ใช้แรงงานและความรู้สึกของคนว่างงานว่ารู้สึกอย่างไร จะได้มีนโยบายแก้ไขได้ตรงจุด

เขาจึงไปอยู่ในถิ่นที่มีผู้ว่างงานอยู่อาศัยและพบว่า "การว่างงาน" เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดเพราะทำให้รู้สึกสิ้นหวังและไร้ค่ามากกว่าความรู้สึกที่เป็นลบอื่นๆ เขา “อิน” กับเรื่องคนว่างงานมากจนในที่สุดนำไปสู่โศกนาฏกรรมของชีวิตเขาในวัยเพียง 58 ปี ในปี 2562 

การพิสูจน์ว่าเป็น “รักแท้แน่เชียว” ของ Kruger ก็คือ การยืนยันว่าการว่างงานมิใช่เป็นเพียงตัวเลข หากเป็นความเจ็บปวดของชีวิตอย่างแท้จริงและมากกว่าที่เขาคาดคิดด้วย

เขาพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชายในวัยแรงงานที่อยู่ในการทำงานนอกระบบ (มีโอกาสที่จะว่างงานสูง) ใช้ยาระงับความปวดชนิดมีฐานจากฝิ่น เช่น Oxycodone Fentanyl Tramadol Hydrocodone ฯลฯ และมีการใช้ยาต่อเนื่องจนเสพติด

ไม่มีใครตอบได้แม้แต่ครอบครัวของเขาถึงสาเหตุที่เขาฆ่าตัวตาย แต่เข้าใจว่าเขารู้สึกซึมเศร้าจากการได้เรียนรู้ความเจ็บปวดของคนว่างงาน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลพวงจากนโยบายเศรษฐกิจที่เขาได้เคยเสนอแนะในอดีต

หรือการสิ้นหวังที่เขาไม่อาจช่วยให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่าที่เป็นอยู่อย่างมากได้ หรือเขาอาจรู้สึกล้มเหลวจากการมิได้ปฏิบัติตามคำกล่าวที่ว่าต้องเป็น “economics as if people matter” (เศรษฐศาสตร์ที่ราวกับว่าคนมีความสำคัญ) ก็เป็นได้ 

น่าเสียดายนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นมนุษย์คนนี้มาก หากเขามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เขามีโอกาสได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คู่กับเพื่อนผู้ร่วมงานวิจัยของเขาคือ David Card (รับรางวัลในปี 2564) ดังที่เพื่อนของเขากล่าวก็เป็นได้

ในบ้านเราการพิสูจน์ว่าเป็น “รักแท้ แน่เชียว” กล่าวคือตรวจสอบว่าจะเกิดผลตามที่ตั้งใจ หรือเข้าใจว่าจะเกิดนั้นไม่ค่อยจะมี มีหลายตัวอย่างเช่น (1) เราเข้าใจว่าคนจนบ้านเราคือคนไม่มีเงิน ขาดที่พึ่ง มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง แต่แท้จริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์บ้านเรามีงานวิจัยน้อยมาก ว่าคนจนไทยมีหน้าตาอย่างไร อยู่ที่ใด มีลักษณะทั่วไปอย่างไร 

(2) โครงการไทยช่วยไทย ที่เราเสียเงินมากมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไม่มีการลงไปในระดับท้องถิ่นและบุคคลอย่างพอเพียงเพื่อเรียนรู้ว่าเขาใช้จ่ายกันอย่างไรเมื่อได้รับเงินไปแล้ว ซื้อของในประเทศหรือนอกประเทศ หรือเก็บออมไว้ไม่ใช้มากและก่อให้เกิดลูกโซ่แห่งการใช้จ่ายจนทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกกี่เท่า หรือไม่เพิ่มเลย 

(3) รัฐไทยจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ทุกคน 6 ปี เดือนละ 600 บาทนั้น เราไม่รู้ชัดว่าถึงตัวเด็กมากน้อยเพียงใด เรายังไม่มีการประเมินนโยบายนี้โดยมีข้อมูลจากระดับครอบครัวว่าควรปรับปรุงอย่างไร

ทั้งหมดนี้เรามักทึกทักว่า “รักแท้ แน่เชียว” กล่าวคือเป็นไปดังที่คาดไว้ ดังนั้น หากเข้าใจว่ากระตุ้นน้อยไปก็ต้องกระตุ้นเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมันอาจไม่ใช่เป็น “รักแท้” ก็เป็นได้ เพราะมีอีกหลากหลายวิธีของการกระตุ้น เพื่อ “เกาให้ถูกที่คัน”

บ้านเราควรหันไปทุ่มเทการศึกษาวิจัยเรื่องการประเมินผลที่เกิดขึ้นจริงจากนโยบายและโครงการทั้งหลาย แม้แต่ขององค์กรเอกชนก็ตามที มิฉะนั้นจะปรับแก้ไขไม่ถูกทาง และอาจสูญเงินเปล่าได้อีกมหาศาลครับ