ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังถอยกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายติดอยู่ในวงจรการสู้รบแบบแลกหมัด (Tit-for-Tat) ด้วยกลยุทธ์ข่มขู่แล้วยกเลิก หยุดการโจมตีแล้วกลับมาเริ่มใหม่ ขณะที่การเจรจาผ่านช่องทางการทูตมีโอกาสเป็นไปได้น้อย
อิหร่านต้องการอะไรจากสงครามครั้งนี้? และทฤษฎีแห่งชัยชนะเป็นอย่างไร? รายงานและบทวิเคราะห์ของ The Economist (ในซีรีส์ What does Iran want? และบทความในเดือน ส.ค.2569) สรุปว่าสิ่งที่อิหร่านต้องการในสถานการณ์ความขัดแย้งและเกมการเจรจากับสหรัฐฯ คือ
1) ความอยู่รอดของระบอบ (Regime Survival) รากฐานของผู้นำอิหร่านคือ “การต่อต้าน” (Resistance) การยอมจำนนต่อแรงกดดันทางทหารหรือการเมืองเป็นสิ่งที่ระบอบยอมรับได้ยาก ผู้นำอิหร่านมองว่าสันติภาพที่ปราศจากเงื่อนไขที่สมศักดิ์ศรีอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงภายใน
2) การชดใช้ค่าเสียหายและยุติการโจมตี อิหร่านยื่นเงื่อนไขหลักในการยุติสงครามรวมทั้งเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม และการหยุดโจมตีจากสหรัฐฯ - อิสราเอลในทุกแนวรบ
3) วิกฤติเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องมือต่อรอง อิหร่านใช้สงครามเศรษฐกิจและการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ เช่น การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซสร้างแรงกดดันตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก เพื่อบีบให้สหรัฐฯ เปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับเงื่อนไขของตน
4) การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรแลกกับโครงการนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการยกเลิกการคว่ำบาตร ขณะที่ชาติตะวันตกต้องการให้อิหร่านลดระดับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม ซึ่งจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงห่างกันมาก
การล่มสลายของบันทึกความเข้าใจ สหรัฐฯ-อิหร่าน (17 มิ.ย.2569) คุกคามการเติบโตของการค้าโลกในระยะสั้น ผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นและการหยุดชะงักเป็นวงกว้าง การเข้าถึงปัจจัยการผลิตหลักลดลง เช่น สารเคมีและปุ๋ย เบี้ยประกันภัยเพิ่มและระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานกดดันอัตราค่าขนส่งทางทะเลในระดับภูมิภาคและโลกสูงขึ้น
Economist Intelligence Unit (EIU) ประเมินว่าการค้าในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คงจะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงครามอย่างรวดเร็ว อาจใช้เวลาหลายเดือนที่จะคืนสู่ภาวะปกติ และยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคจะปะทุขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความไม่ไว้วางใจระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ล่าสุด NBC รายงานโดยอ้างการประเมินของสหรัฐฯและยุโรปว่า จุดมุ่งหมายหลักของอิหร่านเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ไปเป็นการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาค และการรักษาความอยู่รอดทางการเมืองภายในประเทศผ่านการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อโดยเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์
หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับการต่อรองอำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าความสำเร็จในการพัฒนานิวเคลียร์ทันที ระบอบอิหร่านใช้ความขัดแย้งต่างประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจภายในประเทศจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการปราบปรามประชาชน
ส่วนเจ้าหน้าที่ยุโรป รายงานว่าอิหร่านมองว่าความยืดเยื้อในการเจรจากับสหรัฐฯ เป็นประโยชน์มากกว่าการประนีประนอม
ความร่วมมือของอิสราเอลกับกลุ่มลอบบีอิสราเอลเป็นภาระของสหรัฐฯ เมื่อ 4 ส.ค.2569 John Mearsheimer ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโกได้ไปออกรายการ Judging Freedom โดยตอบคำถามของ Andrew Napolitano อดีตผู้พิพากษาศาลสูงรัฐนิวเจอร์ซีย์และนักวิเคราะห์ทางกฎหมายว่า อิสราเอลเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ หรือไม่
John Mearsheimer ชี้แจงว่า อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี 1) เป็นภาระทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดเหตุการณ์ 9/11 สงครามอิรักปี 2546 และสงครามอิหร่านปี 2569
2) เป็นภาระทางศีลธรรม เนื่องจากอิสราเอลได้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาและสังหารหมู่ในเขตเวสต์แบงก์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มล็อบบีที่ดึงสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องในภัยพิบัติเหล่านั้น และ 3) เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อเสรีภาพในการพูดในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
รายการ Judging Freedom 28 ก.ค.2569 John Mearsheimer พูดคุยกับอดีตผู้พิพากษา Napolitano เกี่ยวกับสงครามหลายมิติในอิหร่าน ทั้งสองพูดคุยกันถึงไพ่ใบที่อ่อนแอของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในการประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงแรงจูงใจทรัมป์ในการยุติสงครามนี้โดยเร็วที่สุด
John Mearsheimer เน้นย้ำถึงความยากลำบากที่ทรัมป์จะได้รับจากอิหร่านในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่และเงื่อนไขต่าง ๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อสหรัฐฯ มากกว่าเงื่อนไขของ MOU เมื่อ 17 มิ.ย.2569 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ละทิ้งไปอย่างโง่เขลา
ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช้ประโยชน์จากการหยุดพักการโจมตีครั้งแรกใน 8 เม.ย.2569 หากทรัมป์ยุติสงครามในเวลานั้น เขาคงได้ข้อตกลงที่ดีกว่านี้ เมื่อเทียบกับข้อตกลงใน 17 มิ.ย.2569
ข้อเท็จจริงก็คือ อำนาจต่อรองของอิหร่านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ อิหร่านยังมั่นใจมากขึ้นว่าทรัมป์ไม่น่าไว้วางใจในเรื่องการรักษาสัญญา กล่าวโดยสรุปสหรัฐฯ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติสงคราม แต่การทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ก่อนหน้านี้เมื่อ 27 ก.ค.2569 John Mearsheimer ได้ให้สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับเพียร์ส มอร์แกน โดยเน้นประเด็นสงครามที่สหรัฐฯ กำลังพ่ายแพ้อิหร่าน การสัมภาษณ์ตามมาด้วยการอภิปรายเป็นคณะโดยผู้เชี่ยวชาญสามคน ได้แก่ พลเอกเวสลีย์ คลาร์ก (เกษียณ) พลจัตวา มาร์ค คิมมิตต์ (เกษียณ) และโรเบิร์ต เปป ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (John Mearsheimer ไม่ได้อยู่ในคณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว)
เพียร์สเห็นพ้องกับ John Mearsheimer ว่าสหรัฐฯ ไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะนำมาใช้เพื่อเอาชนะสงคราม อิหร่านได้รับชัยชนะแล้วและถึงเวลาที่จะยุติสงครามและประหลาดใจเกี่ยวกับนายพลทั้งสองในคณะผู้เชี่ยวชาญคือ พวกเขายังต้องการอยู่ในสงครามต่อไป (ทั้งสองคนต่างสนับสนุนสงครามอิหร่านมาตั้งแต่ต้น) แต่ก็ไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะเอาชนะสงครามนั้นอย่างแท้จริง
ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านทวีความรุนแรง รัฐบาลทรัมป์พยายามเพิ่มเดิมพันด้วยการประกาศข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่กับซาอุดีอาระเบีย คู่ปรับเก่าแก่ของอิหร่าน
ศักยภาพที่ซาอุดีอาระเบียจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอนาคตอันใกล้นี้ ก่อให้เกิดความกังวลว่าพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ จะเรียกร้องเงื่อนไขเดียวกันหรือไม่ รัสเซียและจีนจะส่งพันธมิตรของตนเองมาแข่งขันด้วยหรือไม่ หรือว่าจะจุดชนวนการแข่งขันด้านอำนาจนิวเคลียร์ในภูมิภาค



