วันที่ 20 สิงหาคม 2569 การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ไม่สามารถเปิดประชุมได้อีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน วาระ 136 เรื่องต้องเลื่อนออกไป
ในจำนวนนี้ 52 วาระมีกรอบเวลาตามกฎหมาย หากเป็นการประชุมล่มเพียงครั้งหรือสองครั้ง
เหตุการณ์อาจถูกมองว่าเป็นปัญหาภายในองค์กร แต่เมื่อเกิดขึ้นติดต่อกันถึง 6 ครั้ง คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมกรรมการจึงไม่เข้าประชุม” หากแต่คือ เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องสถานะของผู้ดำรงตำแหน่ง และระบบกฎหมายยังให้คำตอบสุดท้ายไม่ได้ องค์กรของรัฐจะเดินหน้าต่ออย่างไร? เมื่อทุกฝ่ายต่างอ้าง “ความชอบด้วยกฎหมาย”
สถานการณ์ปัจจุบันเกิดขึ้นหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. จากกรณีการปฏิบัติหน้าที่แพทย์และได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลของรัฐ กรรมการ กสทช. บางส่วนเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาต่อสถานะของประธาน และการเข้าร่วมประชุมภายใต้การทำหน้าที่ประธานอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง ประธาน กสทช. ยืนยันว่า ตนยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานจนกว่ากระบวนการให้พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายจะเสร็จสิ้น พร้อมใช้สิทธิทางศาลโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ความน่าสนใจของสถานการณ์นี้จึงอยู่ตรงที่ ทุกฝ่ายต่างอ้างกฎหมายเพื่อรองรับการกระทำของตน
เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยสุดท้าย ความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันจึงไม่ได้อยู่เพียงในเอกสารหรือข้อโต้แย้ง แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำงานขององค์กร
เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ แต่ภารกิจของรัฐหยุดรอไม่ได้
สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นเมื่อภายหลังคำวินิจฉัย มีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลถูกนำมาใช้ประกอบการโต้แย้งว่า นพ.สรณได้พ้นจากสถานะพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีก่อนเข้ารับตำแหน่ง และการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ในช่วงต่อมาเป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระเฉพาะทาง
รวมถึงมีการนำข้อมูลด้านภาษีมาใช้สนับสนุนข้อโต้แย้งเกี่ยวกับลักษณะของรายได้ดังกล่าว ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทยุติลง เพราะท้ายที่สุดยังต้องมีผู้มีอำนาจพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อการตีความกฎหมายหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นปัญหาอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจน
ข้อเท็จจริงสามารถใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่ภารกิจของรัฐไม่สามารถหยุดรอคำตอบได้ตลอดไป
ปัจจุบันมีทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กระบวนการให้พ้นจากตำแหน่ง และกระบวนการตรวจสอบโดยศาล ซึ่งดำเนินไปพร้อมกันแต่ไม่ได้เดินด้วยความเร็วเดียวกัน ในขณะที่กระบวนการเหล่านั้นกำลังหาคำตอบ องค์กรกลับต้องตอบคำถามในทุกวันว่า ใครสามารถเรียกประชุม ใครควรทำหน้าที่ประธาน ใครควรเข้าร่วมประชุม และมติที่เกิดขึ้นจะมีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นี่คือช่องว่างระหว่าง “เวลาของกระบวนการยุติธรรม” กับ “เวลาของการบริหารประเทศ” และช่องว่างนั้นกำลังมีต้นทุน
136 วาระ คือราคาของความไม่แน่นอน
เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ทุกเรื่องต้องเลื่อนออกไป วาระเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับกรรมการ กสทช. แต่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ การใช้คลื่นความถี่ โทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม การคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ
ดังนั้น ไม่ว่าท้ายที่สุดฝ่ายใดจะได้รับการยืนยันว่ามีความเห็นทางกฎหมายถูกต้อง สิ่งหนึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว ต้นทุนของความไม่แน่นอนทางกฎหมายถูกส่งต่อจากคู่กรณีไปยังบุคคลที่ไม่ได้เป็นคู่กรณี
นี่คือจุดที่ข้อพิพาทเรื่องสถานะของบุคคลเปลี่ยนเป็นปัญหาสาธารณะ เพราะรัฐไม่เพียงมีหน้าที่หาคำตอบว่าใครถูกหรือผิด แต่ยังมีหน้าที่ทำให้ภารกิจสาธารณะสามารถดำเนินต่อได้ในระหว่างที่คำตอบนั้นยังมาไม่ถึง
สิ่งที่ขาด อาจไม่ใช่ “คำตอบสุดท้าย” แต่คือ “คำตอบระหว่างทาง”
เราอาจคุ้นเคยกับการคิดว่า เมื่อมีข้อพิพาททางกฎหมายก็ต้องรอให้ศาลหรือกระบวนการที่มีอำนาจเป็นผู้วินิจฉัย หลักการดังกล่าวไม่ผิด แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ ระยะเวลาที่ใช้เพื่อให้ได้คำตอบสุดท้าย ยาวกว่าระยะเวลาที่องค์กรสามารถหยุดทำงานได้
นี่ทำให้เกิดคำถามใหม่ที่สำคัญกว่าการถามว่าใครถูกหรือใครผิด ระหว่างที่สถานะยังไม่ยุติ ใครควรทำหน้าที่ประธานการประชุม? วาระใดเป็นภารกิจจำเป็นที่ควรเดินหน้าต่อ? วาระใดสามารถรอคำวินิจฉัยได้? และหากองค์ประชุมไม่ครบติดต่อกันจนกระทบต่อภารกิจตามกฎหมาย จะมีกลไกใดรักษาความต่อเนื่องขององค์กร?
นี่คือแนวคิดเรื่อง institutional continuity การออกแบบให้สถาบันสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แม้บุคคลบางคนหรือสถานะบางตำแหน่งกำลังอยู่ระหว่างข้อพิพาท
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การลดทอนความเป็นอิสระขององค์กร ตรงกันข้าม การมีกติกาที่ชัดเจนสำหรับช่วงวิกฤติ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องความเป็นอิสระขององค์กรจากแรงกดดันภายนอกเสียด้วยซ้ำ
แล้วใครควรเป็นผู้ชี้ขาด?
องค์กรอิสระย่อมต้องได้รับการคุ้มครองจากการแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้น คำตอบคงไม่ใช่การเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาตัดสินว่า ใครควรมีอำนาจหรือใครควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามดุลพินิจ
แต่ความเป็นอิสระก็ไม่ควรหมายความว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทภายในแล้ว องค์กรต้องหยุดทำงานจนกว่าจะมีคำตอบสุดท้าย
สิ่งที่ประเทศไทยอาจต้องคิดต่อจึงไม่ใช่ “ใครควรมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระ?” แต่คือ “ใครควรมีอำนาจให้คำตอบระหว่างทาง เพื่อรักษาการทำงานขององค์กร โดยไม่เข้าไปตัดสินผลของคดีแทนกระบวนการยุติธรรม?”
กลไกดังกล่าวอาจอยู่ในรูปกระบวนการพิจารณาเร่งด่วนของศาล หรือกติกาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าสำหรับกรณีเกิดข้อพิพาทเรื่องสถานะ เช่น การกำหนดผู้ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว การแยกวาระจำเป็นที่ต้องดำเนินการ หรือการกำหนดขั้นตอนเฉพาะเมื่อองค์ประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง
รายละเอียดสามารถออกแบบได้หลายแบบแต่หลักการสำคัญมีเพียงอย่างเดียว ข้อพิพาทของบุคคลไม่ควรสามารถหยุดภารกิจของสถาบันได้โดยไม่มีทางออก จากคำถามว่า “ใครถูก” สู่คำถามว่า “ใครทำให้ประเทศเดินต่อ”
ท้ายที่สุด กระบวนการตามกฎหมายย่อมต้องให้คำตอบว่า บุคคลใดมีสถานะอย่างไร และการดำเนินการใดชอบด้วยกฎหมาย
แต่ระหว่างที่คำตอบนั้นยังมาไม่ถึง รัฐก็มีอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้สถาบันยังสามารถทำหน้าที่ของมันได้ หากข้อพิพาทเรื่องสถานะของบุคคลหนึ่งคนสามารถทำให้การประชุมขององค์กรกำกับดูแลระดับชาติไม่สามารถเกิดขึ้นได้ติดต่อกันถึง 6 ครั้ง
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “คน” เพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่ระบบยังไม่มีทางออก เมื่อคนในระบบเห็นกฎหมายต่างกัน
บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องว่าใครควรชนะหรือแพ้ในข้อพิพาท แต่คือการทำให้กฎหมายสามารถตอบคำถามสองเรื่องพร้อมกันได้
เรื่องแรก - ใครมีสถานะที่ชอบด้วยกฎหมาย และเรื่องที่สอง - ระหว่างที่คำตอบของเรื่องแรกยังไม่มา ใครจะทำให้ภารกิจของรัฐเดินต่อ เพราะท้ายที่สุด ประชาชนอาจไม่ได้สนใจว่าใครชนะข้อพิพาททางกฎหมายมากเท่ากับคำถามง่าย ๆ ว่า
ระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังพิสูจน์ว่าใครถูก ใครกำลังทำให้ประเทศเดินต่อ?
หมายเหตุ: บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ประเด็นเชิงระบบเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระในระหว่างที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย มิได้มุ่งวินิจฉัยคุณสมบัติ ความรับผิด หรือความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของบุคคลใด ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย



