วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

SMR น่าจะเป็นคำตอบให้ Data Center ได้ แต่รัฐต้องเร่งทำ SEA ก่อนโดยเร็ว

การเข้ามาของ Data Center (DC) ขนาดใหญ่กำลังเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง DC เองก็กำลังนำโจทย์สำคัญมาสู่ประเทศ นั่นคือ ประเทศไทยจะมีไฟฟ้าเพียงพอและมั่นคงสำหรับรองรับการเติบโตของ Data Center หรือไม่

Data Center เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งปี ทุกปี ดังนั้นโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงว่าประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงคำถามว่าไฟฟ้าอยู่ที่ไหน และสามารถส่งไปยังพื้นที่ที่จะก่อสร้าง DC ได้หรือไม่  

ในบางพื้นที่แม้กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศโดยรวมอาจเพียงพอ แต่ระบบสายส่งและระบบจำหน่ายอาจไม่สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของโหลดขนาดใหญ่ได้ทันที เพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่แรกเพื่อรองรับ DC เหล่านี้

SMR อาจเป็นหนึ่งคำตอบให้แก่โจทย์นี้

ทางเลือกในการสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าให้ใกล้ DC ให้มากที่สุดเพื่อขจัดปัญหาเรื่องสายส่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ  และที่ได้รับความสนใจมากขึ้นๆ ทั่วโลก คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดจิ๋ว ที่เรียกกันว่า Small Modular Reactor (SMR)

SMR มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งด้านขนาดของหน่วยผลิต แนวคิดการก่อสร้างแบบโมดูล (ที่สร้างเพิ่มได้เป็นชุดๆ ต่อเนื่องไป) และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากจนได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์มากขึ้นๆ จึงมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงและต่อเนื่องให้ DC เฉพาะที่หนึ่งใดได้

อย่างไรก็ตาม การที่ SMR มีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม หรือมีระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นได้ดีกว่าเดิม ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำไปติดตั้งที่ใดก็ได้

เทคโนโลยีมีความปลอดภัย กับ พื้นที่มีความเหมาะสม เป็นคนละเรื่องกัน 

การพิจารณาตำแหน่งก่อสร้างติดตั้ง SMR ก็เหมือนกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ คือ ต้องมองมากกว่าตัวเตาปฏิกรณ์  ต้องพิจารณาปัจจัยเชิงพื้นที่ร่วมกัน เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ระบบน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ความหนาแน่นของประชากร ระบบคมนาคม ระบบสายส่ง สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว

คำถามสำคัญจึงไม่ควรเป็นเพียงประเทศไทยสามารถสร้าง SMR ได้หรือไม่  แต่ควรเป็นว่าหากประเทศไทยจะใช้ SMR  พื้นที่ใดจะเหมาะสมที่สุด และ SMR ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานและการพัฒนาพื้นที่แบบใด

จากการประเมินเป็นรายโครงการ สู่การวางแผนเชิงนโยบายและพื้นที่ โดยใช้ SEA เป็นเครื่องมือ

หากมองในระดับโครงการ ภาระที่ผู้พัฒนาโครงการ DC หรือ SMR จะต้องทำก็มีเพียงแค่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่รู้จักกันในชื่อ EIA หรือ EHIA ที่ ณ ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำหรือไม่เพราะ DC และ SMR ไม่อยู่ในรายการที่ต้องทำ EIA/EHIA ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

แม้นว่าทส.จะทำงานเชิงรุกได้เร็วจนทันกาล บังคับให้ DC และ SMR แต่ละแห่งต้องทำ EIA/EHIA ก่อน  นี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีนักเพราะเรายังไม่รู้เลยว่า DC ทั้งหมดที่ BOI อนุมัติสนับสนุนในหลักการไปแล้วและที่จะตามมาอีก เป็นจำนวนมากเท่าไหร่ ต้องการใช้ไฟฟ้ามากเท่าใด ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง มีไฟฟ้า มีน้ำ ให้ใช้พอหรือไม่ ไปแย่งคนในพื้นที่ใช้จนเกิดปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมาหรือไม่ 

แนวทางที่ดีกว่า รอบคอบกว่า คือการนำเทคนิคการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment (SEA) มาใช้ในการวางแผนพลังงานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้ง DC และ SMR

SEA แตกต่างจาก EIA/EHIA (อันเป็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเป็นรายโครงการ จึงไม่สามารถเห็นผลกระทบในภาพรวมได้)   SEA ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าโครงการนั้นๆ ทำได้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาจะป้องกันแก้ไขได้อย่างไรเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

แต่ SEA เริ่มจากคำถามระดับยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่า คือ ทั้งระดับนโยบายและเชิงพื้นที่ ว่าควรพัฒนาไปในทิศทางใดจึงจะเกิดความยั่งยืนสูงสุด

โดยมีกรอบการวางแผนที่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพลังงาน ดิจิทัล อุตสาหกรรม การใช้ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ชุมชน ฯลฯ ซึ่งทั้ง EIA และ EHIA ไม่สามารถหาคำตอบให้ได้

จะนำ SEA มาประยุกต์ในกรณี SMR นี้ได้อย่างไร 

หลักคิดพื้นฐานของ SEA มองได้ 2 รูปแบบ  รูปแบบแรกคือมองเป็นระดับนโยบายสูงสุดคือ Policy, P1 รองลงมาคือแผน Plan, P2 และถัดมาคือแผนงาน Programme, P3  (หมายเหตุ : พึงระลึกว่าโครงการใดๆก็ตามจะเป็นเพียงระดับ Project, P4 ซึ่งต้องทำ(หากต้องทำ)เพียงระดับ EIA/EHIA  ไม่ใช่ SEA ซึ่งอยู่เหนือชั้นขึ้นไปในเชิงยุทธศาสตร์)

ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือมองเป็นเชิงพื้นที่ area based ที่มองได้ทั้งในระดับใหญ่ทั้งประเทศ หรือระดับภูมิภาค หรือระดับเขตและจังหวัด,  เชิงสาขา sector based เช่น สาขาพลังงาน, หรือเชิงประเด็น issue based ที่เป็นส่วนย่อยลงมาจากเชิงสาขา  เช่น ประเด็น SMR  ที่กำลังพูดถึงนี้ (ดูรูปประกอบ)

SMR น่าจะเป็นคำตอบให้ Data Center ได้ แต่รัฐต้องเร่งทำ SEA ก่อนโดยเร็ว

การกำหนดให้ DC อยู่ที่พื้นที่ใดในประเทศต้องมองภาพรวมของประเทศผ่านกระบวนการ SEA ว่าต้องการให้ DC และเศรษฐกิจดิจิทัลกระจายตัวไปในทิศทางใด  โดยพิจารณาให้ครบทั้งศักยภาพของระบบไฟฟ้า แหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง ศักยภาพพลังงานหมุนเวียน แหล่งน้ำ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การใช้ที่ดิน พื้นที่สิ่งแวดล้อมที่สำคัญ รวมถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล  

จากนั้นจึงมาพิจารณาพื้นที่เฉพาะ เช่น จังหวัด กลุ่มจังหวัด หรือเขตเศรษฐกิจ จึงพอจะรู้ได้ว่าตำแหน่ง SMR ที่จะตามไปผลิตไฟฟ้าให้ DC เหล่านั้นควรอยู่ที่พื้นที่ใด

โดยหลักการที่ถูกต้อง การกำหนดจุดที่ตั้ง DC ควรต้องผ่านกระบวนการ SEA มาก่อนดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ไทยเราได้เลยจังหวะเวลานั้นไปแล้วเนื่องจากความเร่งด่วนของ DC ที่จะต้องจัดให้มีขึ้นโดยเร็ว ให้ทันต่อการแข่งขันกับประเทศอื่น ในที่นี้จึงจะขอลัดทางแบบปฏิบัติได้จริง ( practical) ไปสู่กระบวนการ SEA ของ SMR เลย

SMR ในบริบทเฉพาะกิจนี้ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดไปถึงขั้นสูงสุดที่ Policy, P1 และ Plan, P2 แต่สามารถลงไปสู่ระดับ Programme, P3 ได้เลย และวิเคราะห์ตามตัวชี้วัดดังข้างต้น แต่ทำในวงจำกัดเฉพาะพื้นที่นั้นๆ ก็พอจะอะลุ้มอล่วยกันได้ตามสถานการณ์ที่มีอยู่ปัจจุบัน

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนคือวิธีคิด  คือ เราต้องทำแบบ Policy → Plan → Area → Project  ไม่ใช่ Project → Project → Project ที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้มากดังที่เห็นกันในหลายโครงการที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากการมองแบบจุลภาค ไม่ใช่มหภาคในภาพรวม

รอไม่ได้ ต้องทำทันที

ทุกคนรู้ดีว่าเวลาเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ  ยิ่งเรื่อง DC และ SMR นี้ยิ่งเร่งด่วนใหญ่  การทำ SEA สำหรับการนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำด่วนที่สุด  

โชคดีที่รัฐบาลได้เห็นปัญหาและกระแสต่อต้าน รวมทั้งรู้แล้วว่า DC ที่ BOI อนุมัติในหลักการไปแล้วนั้นมันเกินขีดความสามารถรองรับของทั้งทรัพยากรที่มีและยังหาคำตอบไม่ได้   จึงไหวตัวทัน  และได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบในเชิงยุทธศาสตร์ให้กับประเทศ

จึงอยากเสนอให้กรรมการชุดนี้ลองเอาแนวคิด SEA ไปใช้ในการวิเคราะห์และสรุปเป็นนโยบายและแผนให้กับประเทศต่อไป ถ้าติดที่ปัญหาประการใดขอแนะนำให้ปรึกษาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีหน่วยงาน SEA เป็นของตัวเองมาหลายปีแล้ว