ตลาดการเงินโลกขณะนี้ผันผวน ทั้งจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง การอ่อนค่าของเงินเยนจนธนาคารกลางญี่ปุ่นและกระทรวงการคลังสหรัฐต้องร่วมมือกันแทรกแซง
การพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 30 ปี อยู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ที่ร้อยละ 5.3 ค่าเงินเยนที่อ่อนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น
จริงๆ เป็นคนละเรื่องเดียวกัน คือเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง และถ้าสถานการณ์แย่ลงไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง อีกด้านก็จะแย่ไปด้วย เสถียรภาพตลาดการเงินโลกขณะนี้จึงล่อแหลม และเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดปัญหาเสถียรภาพ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐเริ่มปรับสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีที่ร้อยละ 3.9 เพิ่มเป็นร้อยละ 4.7 ปัจจุบัน ซึ่งเร็วมาก เป็นผลจากความกลัวเงินเฟ้อของตลาดพันธบัตรจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น
ความห่วงใยต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐที่มียอดหนี้กว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ และการปรับพอร์ตของนักลงทุนจากความผันผวนที่มีในตลาดการเงิน นำไปสู่การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐต้องเข้าแทรกแซงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาว เพื่อตรึงไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเร่งตัวขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผล
ในส่วนของเงินเยน อ่อนค่าจนถึงระดับอ่อนสุดในรอบ 40 ปี ที่ 163 เยนต่อดอลลาร์เดือนกรกฎาคม ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าทั้งด้วยตัวเองและร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินเยนชี้ถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังอ่อนแอ
ราคาน้ำมันที่สูงที่จะทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้ามากขึ้น และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐที่ทำให้เกิดเงินทุนไหลออกกดดันให้เงินเยนอ่อนค่า
นอกจากนี้ ความห่วงใยผลของนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เร่งใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ฐานะการคลังยิ่งแย่ลงและหนี้สาธารณะญี่ปุ่นยิ่งบานปลาย ปัจจุบันหนี้สาธารณะญี่ปุ่นมียอดคงค้างมากกว่า 200% ของจีดีพี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาวและค่าเงินเยน ถือเป็นตัวยึดหรือ Anchor ให้กับเสถียรภาพตลาดการเงินโลก พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวถือเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ปลอดภัยสุด จึงเหมือนกระดุมเม็ดแรกของการกําหนดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกก็จะสูงขึ้นตาม
เงินเยนก็เช่นกัน ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของตลาดการเงินโลก ในอดีตเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหาหรือมีความไม่แน่นอน นักลงทุนจะปรับพอร์ตเข้าถือเงินเยนเพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ปัจจุบันน้อยลงเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นอ่อนลง
อย่างไรก็ตาม ความเสถียรของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและค่าเงินเยนยังจำเป็นต่อเสถียรภาพตลาดการเงินโลก คือทั้งสองตัวขึ้นได้ลงได้ตามภาวะตลาด
แต่ถ้าการขึ้นลงไร้เสถียรภาพ ความผันผวนจะมาก และอาจทำให้ตลาดการเงินโลกขาดเสถียรภาพตามไปด้วย ซึ่งถ้าการขาดเสถียรภาพรุนแรงก็จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก นี่คือเหตุผลทำไมรัฐบาลสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรเเละร่วมกับธนาคารกลางญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน
จุดห่วงใยของนักวิเคราะห์ขณะนี้คือ ในระยะข้างหน้า การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและการอ่อนค่าของเงินเยนอาจไร้เสถียรภาพ เพราะปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้นและเงินเยนอ่อนค่าจะอยู่นาน ไม่ใช่ชั่วคราว เช่น ความเสี่ยงเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะสหรัฐ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น
นอกจากนี้ พฤติกรรมการปรับพอร์ตของนักลงทุนที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการแทรกแซงของทางการที่ต้องการลดการอ่อนค่าของเยนและชะลอการปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ก็อาจเร่งให้เกิดความไร้เสถียรภาพในตลาดการเงินได้เช่นกัน
ในประเด็นหลังนี้ จุดเปราะบางสุดคือ Unwinding Yen Carry trade คือความเสี่ยงที่มาจากนักลงทุนปิดสถานะการลงทุนที่เคยกู้เงินสกุลเยนอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ ไปซื้อสินทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ปิดสถานะโดยขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ทิ้งเพื่อซื้อเงินเยนและคืนหนี้เมื่อเงินเยนกลับมาแข็งค่า ซึ่งอาจจะนำสู่การเทขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ทั่วโลกพร้อมกัน
อีกจุดที่น่าห่วงคือ การแทรกแซงให้เงินเยนแข็งค่าและการเทขายสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์เพื่อปิดพอร์ตลงทุนของ Yen Carry Trade จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐยิ่งเพิ่มขึ้นที่อาจควบคุมไม่ได้ และไร้เสถียรภาพ ส่งผลกระทบกว้างขวางต่ออัตราดอกเบี้ยทั่วโลก และการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ
เรื่องนี้ถ้าจะให้ขยายความ การทำให้เงินเยนเเข็งค่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นทำได้สองทาง (1) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
(2) แทรกแซงโดยเข้าซื้อเงินเยนด้วยเงินดอลลาร์ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอ และภาระการชำระหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ส่วนการแทรกแซงธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ลงทุนไว้ เพื่อนำเงินดอลลาร์มาซื้อเยน ซึ่งญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่งในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ถือครองกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
การขายพันธบัตรจะทำให้ราคาพันธบัตรสหรัฐลดลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่งถ้าราคาลดลงเร็ว ก็อาจดึงให้นักลงทุนอื่นขายพันธบัตรตามไปด้วย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยิ่งเพิ่มขึ้น
จุดหักเหเรื่องนี้อยู่ที่พฤติกรรมของนักลงทุนที่กู้เงินเยนมาลงทุน ค่าเงินเยนที่แข็งคือต้นทุนที่สูงขึ้นของ Yen Carry Trade ที่อาจทำให้ขาดทุน เพื่อหนีการขาดทุนนักลงทุนจะเร่งขายสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินเยนคืนหนี้
การขายสินทรัพย์ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นและการซื้อเงินเยนยิ่งช่วยให้เงินเยนแข็งค่า กดดันให้นักลงทุนคนอื่นๆที่กู้เงินเยนมาลงทุนต้องเร่งปิดสถานะลงทุนเช่นกัน
ผลคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยิ่งเร่งตัวขึ้น ราคาสินทรัพย์จะตก สภาพคล่องในระบบการเงินหดหาย และตลาดการเงินอาจไร้เสถียรภาพโดยเฉพาะถ้านักลงทุนปรับตัวแบบตื่นตระหนก
นี่คือความเสี่ยงที่รออยู่ในตลาดการเงินโลกที่นักลงทุนบ้านเราควรเข้าใจ ตระหนัก และติดตาม เรื่องนี้ถ้าไม่สำคัญและน่ากลัวจริง กระทรวงการคลังสหรัฐและธนาคารกลางญี่ปุ่นคงไม่ร่วมมือกันแทรกแซงแน่นอน



