มีข่าวดีเกี่ยวกับโอกาสในอนาคตกันแทบทุกวาระที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มี AI ก็มีข่าวดีเกี่ยวกับโอกาสในการใช้ AI มาเติมเต็มผลิตภาพ มีข่าวดีเกี่ยวกับการลงทุน Data Center
มีวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ก็มีข่าวดีทำนองว่าเป็นเพียงสามสี่ประเทศในโลกที่จะเป็นส่วนสำคัญของ AI Supply Chain
ข่าวดีจบลงด้วยภาพอนาคตที่ดูสดใส กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโลกในวันหน้า ข่าวดีเหล่านั้นถูกยกระดับขึ้นเป็นกลยุทธ์ระดับชาติ จนบ้านเราจะกลายเป็นศูนย์กลางในแทบทุกเรื่อง ศูนย์กลางของภูมิภาคบ้าง ของโลกบ้าง แต่ถ้าระลึกย้อนไปในอดีต อาจจะพอจดจำกันได้ว่า ข่าวดีที่ตามมาด้วยฝันสลายเกิดขึ้นเป็นประจำ
สารพัดฝันที่จะเป็นศูนย์กลางในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปรากฏอยู่แค่ในเอกสารกลยุทธ์ ที่ไม่เคยกลายเป็นความจริงให้พบเห็น เวลาผ่านไปข่าวดีคล้ายๆ ที่เคยมีมาเมื่อสามสี่ทศวรรษก่อนก็หมุนเวียนมาอีก คนรุ่นใหม่ก็ทำไม่ต่างไปจากคนรุ่นเมื่อสามสี่ทศวรรษได้ทำ ตอนจบก็คล้ายๆ เดิมอีก คือความสำเร็จอยู่แค่ในเอกสาร
วงจรฝันสลายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกนี้ บอกว่า เราไม่ได้ขาดผู้ที่มองเห็นอนาคต แต่เราขาดระบบที่เปลี่ยนการมองเห็นอนาคตให้กลายเป็นขีดความสามารถที่จะสร้างอนาคตที่มองเห็นนั้นให้กลายเป็นความจริง เราเก่งเรื่องเขียนกลยุทธ์ แต่เราขาดแคลนความสามารถในการทำให้กลยุทธ์นั้นกลายเป็นความจริง
เราถนัดที่จะบอกว่าคนอื่นต้องทำอะไร แต่ไม่ถนัดในการปรับเปลี่ยนความสามารถของตนเองให้เพียงพอสำหรับกำหนดกลยุทธ์ที่กระทำสำเร็จได้จริง
การบอกว่าคนอื่นต้องทำอะไรก็มักบอกแบบกว้างๆ จนทำอะไรขึ้นมาสักอย่างก็อ้างได้ว่าทำตามกลยุทธ์นั้นแล้ว ลองดูแผนงบประมาณแต่ละปี จะเห็นโครงการที่มีชื่อตามคำสำคัญของกลยุทธ์ของประเทศเยอะแยะ ปีไหนฮิตเรื่องไหน คำสำคัญในเรื่องนั้นปรากฏอยู่เต็มไปหมด
แต่ถ้าดูในรายละเอียดแล้วแทบจะหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่กระทำในโครงการนั้น กับความสำเร็จของกลยุทธ์แทบจะไม่เจอให้ AI ช่วยหาให้ AI รุ่นใช้ฟรี ยังงงหาคำตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าถ้าเป็น AI แจกระดับโปร จะทำได้หรือไม่
กลยุทธ์กลายเป็นเพียงแค่กำหนดอะไรกว้างๆ ในเรื่องนั้น ไม่ได้ออกแรงคัดเลือกอย่างชัดเจนว่าอะไรที่เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับตัวตนของเราอย่างแท้จริงในเรื่องนั้น
ที่จริงเราเก่งพอที่จะเจาะจงชัดเจนได้ว่าควรทำอะไร แต่เราไม่ยอมเจาะจง เราเปิดโอกาสให้ใครๆ คิดอยากจะทำอะไร ก็ทำได้ภายใต้กลยุทธ์ที่กำหนดไว้อย่างกว้างๆ นั้น เลยทำกันหลายเรื่องจนทั้งคน ทั้งเงิน ทั้งทรัพยากรไม่เพียงพอ มีการใช้เงินทองไปในทางที่ไม่มีหนทางที่จะทำให้ฝันกลายเป็นจริง
กลยุทธ์ที่ไม่มีเจ้าของเป็นแค่ความปรารถนา เราบอกว่าใครต้องทำอะไร ต้องไม่บอกว่าจะทำพร้อมกันได้อย่างไร จะต้องประสานงานกันอย่างไร กลายเป็นต่างคนต่างทำ จะเดินทางร่วมกัน บอกว่ามีคนขับรถ มีคนนำทาง มีคนขนของขึ้นรถ ทุกคนทำตามที่บอกหมด เพียงแต่ต่างคนต่างอยู่บนรถคนละคัน
อนาคตของเรามักจบลงแค่มีแผนกลยุทธ์ แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของกลยุทธ์นั้น ไม่มีใครรับผิดชอบขับเคลื่อนให้กลยุทธ์นั้นกลายเป็นจริง ไม่มีใครประสานให้คนขับรถ คนนำทาง และคนขนของไปทำหน้าที่ในรถคันเดียวกัน ไม่มีใครตามไปดูว่า ขนของทันเวลาเดินทางหรือไม่ นำทางถูกทางหรือไม่ ขับรถไปตามการนำทางถูกต้องหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อมกับการเรียนรู้ ถ้าไม่เรียนรู้ว่า AI ทำอะไรได้บ้างกับงานของเรา จะมี AI ระดับโปรสักกี่ตัวก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่รู้จริงเกี่ยวกับงานที่ทำ ต่อให้เก่ง AI ระดับไหน ก็เอามาใช้กับงานที่ทำไม่ได้ แค่จะถาม AI เกี่ยวกับงานที่ทำก็ยังถามไม่ถูก คำตอบเลยหลงทางไปไหนต่อไหน
เราตื่นเต้นไปกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น แต่เราไม่ยอมสละเวลาเรียนรู้อย่างจริงจังว่าอะไรเป็นอย่างไรในเรื่องนั้น เห็นแค่ฉลากสินค้าก็เชื่อสนิทใจแล้วว่าสินค้านั้นทำอะไรได้บ้าง ไม่ทันแกะกล่องออกมาดู แล้วคิดวิเคราะห์ว่าหน้าตาสินค้าเป็นแบบนี้ เชื่อได้ไหมว่าทำได้จริงตามฉลาก เรากำหนดกลยุทธ์จากฉลากสินค้า ไม่ได้ดูตัวสินค้าอย่างจริงจัง
รู้ไม่จริง แล้วกำหนดกลยุทธ์กว้างๆ ว่าคนนั้นคนนี้จะทำอะไร โดยไม่มีใครเป็นเสมือนเจ้าของคอยติดตามความสำเร็จ ฝันแล้วฝันสลายจะกลายเป็นวงจรที่คุ้นเคย



