เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรถูกองเป็นเพียงข่าวอุบัติเหตุรายวัน เพราะนี่คือเหตุการณ์ที่ตั้งคำถามใหญ่ต่อระบบกฎหมายไทยว่า สถานที่กิน ดื่ม ฟังดนตรี และรองรับผู้คนจำนวนมากในเวลากลางคืน ควรถูกกำกับด้วยมาตรฐานความปลอดภัยแบบใด
เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ไทยต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยผู้เขียนขอแบ่งการพิจารณาเป็น 4 ชั้น ดังนี้
ชั้นแรก: การมองคดีนี้ต้องเริ่มจากข้อเท็จจริงอย่างระมัดระวัง
ไฟไหม้ไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านพักส่วนตัว แต่เกิดในสถานที่ซึ่งมีการกินดื่ม มีเสียงดนตรี มีพื้นที่ปิด และมีคนจำนวนมากอยู่ภายในช่วงเวลากลางคืน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งที่ชี้ชะตาชีวิตไม่ใช่ชื่อร้าน ไม่ใช่ใบอนุญาตที่ติดอยู่ในแฟ้ม แต่คือประตู ทางหนีไฟ ควัน ไฟฟ้า ระบบเตือนภัย และความสามารถในการอพยพคนออกจากอาคารได้จริง
ชั้นที่สอง: ข้อกฎหมายเฉพาะคดี
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “มีใบอนุญาตหรือไม่” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า ใบอนุญาตนั้นตรงกับสภาพการใช้จริงหรือไม่ สถานที่ดังกล่าวเป็นเพียงร้านอาหาร หรือมีลักษณะใกล้เคียงสถานบริการหรือสถานบันเทิง
เพราะกฎหมายไทยมีกฎกระทรวงกำหนดประเภทและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้เพื่อประกอบกิจการเป็นสถานบริการ พ.ศ. 2555 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสถานบริการโดยเฉพาะ
ปัญหาคือ หากสถานที่หนึ่งใช้ชื่อหรือใบอนุญาตเป็นร้านอาหาร แต่สภาพจริงมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดนตรีสด เวที แสง สี เสียง และผู้ใช้บริการจำนวนมากในพื้นที่ปิด สถานที่นั้นควรถูกตรวจแบบร้านอาหารทั่วไป หรือควรถูกตรวจตามความเสี่ยงแบบสถานบริการ นี่คือช่องว่างสำคัญระหว่าง “ชื่อในใบอนุญาต” กับ “ความเสี่ยงจริง”
จากประเด็นนี้ ปรากฏบทเรียนที่ชัดเจนในหลายๆ ประเทศ โดยผู้เขียนขอหยิบยกมาให้เห็นภาพ 3 ประเทศ ดังนี้
อังกฤษ ใช้หลัก “Responsible Person” หรือผู้รับผิดโดยตรงตามกฎหมาย อันอยู่ภายใต้ Regulatory Reform (Fire Safety) Order 2005 โดยกำหนดให้เจ้าของ นายจ้าง ผู้ครอบครอง หรือผู้ควบคุมสถานที่ ต้องประเมินความเสี่ยงจากไฟ จัดทางหนีไฟ ระบบเตือนภัย อบรมพนักงาน และดูแลให้มาตรการเหล่านี้ใช้ได้จริง
เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจออกคำสั่งบังคับแก้ไข หรือห้ามใช้สถานที่ได้ หากเห็นว่ามีอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ก่อให้เกิดจุดแข็งของการแก้ปัญหา คือ กฎหมายไม่ปล่อยให้ความรับผิดลอยอยู่ในอากาศ เมื่อมีสถานที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้ ต้องมีคนรับผิดชอบความปลอดภัยอย่างชัดเจน ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงค่อยไล่หาว่าใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นผู้จัดการ หรือใครควบคุมกิจการจริง
ฝรั่งเศส ใช้แนวคิด Établissement Recevant du Public หรือ ERP หมายถึง “สถานประกอบการที่ให้ประชาชนเข้าใช้” หลักคิดของฝรั่งเศสน่าสนใจมากกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ได้เริ่มจากการถามว่าสถานที่นั้นเรียกตัวเองว่าอะไร แต่ถามว่า ประชาชนเข้าไปใช้สถานที่นั้นหรือไม่ และมีความเสี่ยงต่อชีวิตเพียงใด
หากเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรการความปลอดภัยจากไฟ การอพยพ ทางออก ระบบเตือนภัย วัสดุทนไฟ และการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง กล่าวคือ ร้านอาหารที่มีลักษณะกึ่งสถานบันเทิงไม่ควรหลุดจากมาตรฐานที่เข้มงวด เพียงเพราะชื่อในใบอนุญาตยังเป็นร้านอาหาร หากความเสี่ยงจริงเท่ากับสถานบันเทิง กฎหมายก็ควรตรวจแบบสถานที่เสี่ยงสูงทุกกรณี
สหรัฐอเมริกา ให้บทเรียนสำคัญจากเหตุ “The Station Nightclub Fire” ปี 2546 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานของ NIST และ NFPA โดยเฉพาะเรื่องระบบสปริงเกลอร์ ทางหนีไฟ การควบคุมจำนวนคน วัสดุตกแต่ง และการตรวจอาคารสถานบันเทิง บทเรียนที่เราได้จากสหรัฐฯ คือ กฎหมายต้องไม่รอให้เกิดความสูญเสียก่อนจึงยอมรับว่ามาตรฐานเดิมไม่เพียงพอ
ชั้นที่สาม: ความรับผิดในคดี
ความรับผิดไม่ควรหยุดอยู่ที่บุคคลคนเดียว แต่ต้องพิจารณาตามบทบาทและหน้าที่ของทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้ควบคุมกิจการจริง เจ้าของอาคาร ผู้จัดการ ผู้ดูแลระบบไฟ ผู้เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงอาคาร และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่อนุญาตหรือตรวจสอบด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ในทางความรับผิดทางอาญา หมายความว่าหากพิสูจน์ได้ว่ามีการละเลยมาตรการที่บุคคลในฐานะนั้นควรต้องทำ อาจเชื่อมโยงกับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส
แต่หัวใจของคดีประมาทไม่ใช่เพียงถามว่าไฟไหม้เพราะอะไร หากต้องถามว่า ใครมีหน้าที่ต้องระวัง ใครควรรู้ถึงความเสี่ยง ใครละเลย และการละเลยนั้นสัมพันธ์กับความตายหรือบาดเจ็บของผู้คนหรือไม่ และต้องบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและศักดิ์สิทธิ์
ชั้นสุดท้าย: ข้อเสนอเชิงระบบ
ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากระบบ “ตรวจใบอนุญาต” ไปสู่ระบบ “ตรวจความเสี่ยงจริง” โดยเฉพาะร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงที่รองรับคนจำนวนมากในเวลากลางคืน
กฎหมายไทยควรกำหนดประเภทสถานประกอบการเสี่ยงสูงที่ไม่ยึดติดกับชื่อร้าน แต่ใช้เกณฑ์จำนวนคน พื้นที่ปิด ดนตรีสด เวที การจำหน่ายสุรา เวลาเปิดบริการ และความสามารถในการอพยพคนออกจากอาคาร ก่อให้เกิดความจำเป็นจะต้องมีผู้รับผิดชอบความปลอดภัยจากอัคคีภัยโดยตรง ต้องมีระบบเตือนภัย ทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน และแผนอพยพที่ใช้ได้จริง
การต่ออายุใบอนุญาตต้องผูกกับผลตรวจความปลอดภัยที่ชัดเจนซึ่งกระทำผ่านเจ้าหน้าที่รัฐที่สามารถตรวจสอบกระบวนการอนุญาตย้อนกลับได้โดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสาร
เพราะในคืนที่เกิดอัคคีภัยนั้น ประชาชนผู้ใช้บริการข้างในไม่ได้หนีออกมาจากกรอบนิยามของคำว่า “ใบอนุญาต” แต่ต้องหนีออกมาจากอาคารจริง ทางออกจริง ควันจริง ไฟจริง และความเสี่ยงจริง ความปลอดภัยของประชาชนจึงไม่ควรถูกตัดสินจากชื่อกิจการในใบอนุญาต แต่ควรต้องตัดสินจากความเสี่ยงจริงของสถานที่นั้นๆ ตามความเป็นจริง





