เหตุการณ์อันน่าเศร้าที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ปลุกสังคมไทยให้ตื่นตัวอีกครั้งถึงภัยใกล้ตัวลูกหลานในสถานที่น่าจะปลอดภัยที่สุด สำหรับคำถามในเรื่องเหตุการณ์ว่า คืออะไร? ที่ไหน? อย่างไร? นั้นตอบได้ชัดเจนพอควรแล้ว
แต่ทำไม? ต้องคอยการรวบรวมข้อมูลการสอบถามและการสอบสวนอีกพอควรกว่าจะตอบได้
อย่างไรก็ดีระหว่างนี้ก็ต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขเหตุการณ์คล้ายกันอย่างรีบด่วนชนิดรอไม่ได้ วันนี้ขอเขียนถึงแง่มุมของทางโน้มหรือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในเวลาอันใกล้โดยใช้ข้อมูลเท่าที่มีมาใช้วิเคราะห์
ประเด็นสำคัญที่ควรใคร่ครวญประกอบมาตรการอย่างเร่งด่วนก็คือ การไม่เห็นว่าเหตุการณ์ยิงครั้งนี้เป็นกรณีเดียวโดด ๆ ของอาชญากรรม หากควรพิจารณาว่าเป็นผลพวงจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมกันเป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้น 3 ปัจจัยที่พึงพิจารณาก็คือ
(1) โรงเรียน ซึ่งหมายถึงครู ระบบการบริหาร การเรียนการสอนตลอดจนระบบการดูแลนักเรียน (2) ครอบครัว ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง การดูแลสั่งสอนอบรมและการให้ความรักอบอุ่น และ (3) สังคม ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ประกอบกันอันได้แก่ ค่านิยม ความเชื่อ ระบบการปกครอง บทบาทของประชาชนโซเชียลมีเดีย ฯลฯ
ทั้ง 3 ปัจจัยล้วนมีบทบาทประกอบกันจนทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น อย่าโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวเด็กเองคนเดียว อย่างไรก็ดี ฝ่ายที่ต้องรับไปเต็ม ๆ ก็คือโรงเรียน เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงเรียน ภายใต้จมูกของผู้บริหาร ครูและเจ้าหน้าที่ โรงเรียนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้
ทางโน้มหรือสิ่งที่ไม่เป็นคุณต่อเด็กและเยาวชนไทยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นี้ได้แก่ (1) ความกลัวของโรงเรียน เมื่อความรุนแรงจากเด็กอายุเพียง 14 ปี สามารถเกิดได้ถึงขนาดนี้ ต่อนี้ไปครูในเกือบทุกระดับ (ยกเว้นอนุบาล?) ก็จะรู้สึกหวาดหวั่นว่าอาจถูกทำร้ายได้ในลักษณะเดียวกัน การห้ามปรามเคี่ยวเข็ญ สั่งสอน อบรมบ่มนิสัย ก็จะคลายลงไปมาก
เด็กที่ดูจะมีปัญหาจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขา จะไปเสี่ยงทำไม ปีหน้าก็เลื่อนชั้นเป็นปัญหาของครูคนอื่นแล้ว ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครูก็คิดว่าอีก 2 ปีก็ย้ายแล้วจะไปอะไรกันนักกันหนา (ผลเสียกับเด็กหากไม่แก้ไขก็ไม่เห็นผลทันทีและหาผู้รับผิดชอบไม่ได้เพราะย้ายกันไปหมดแล้วและกว่าจะเห็นผลเสียก็ใช้เวลา ไม่เหมือนกับแพทย์ที่หากไม่แก้ไขคนไข้อาจตายได้ทันที)
ปัจจุบันผู้บริหารและครูก็กลัวกันอยู่แล้ว เพราะแค่ข้อความในโซเชียลมีเดียที่เขียนถึงตนเองในทางลบอย่างปราศจากความจริงโดยเด็กหรือผู้ปกครองที่ไม่รู้ตัวตน ก็ทำให้เสียชื่อเสียงได้มากพออยู่แล้วและสามารถนำมาถูกอ้างเป็นสิ่งลบต่อตนเองในการเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน ขอย้าย ฯลฯ
เมื่อมีเหตุการณ์ถูกยิงโดยนักเรียนรุ่นเล็กเช่นนี้ก็จะยิ่งกลัว ความประพฤติของเด็กที่มีปัญหาก็จะเลวร้ายยิ่งขึ้น เด็กจึงขาดการชี้แนะที่เหมาะสมเพราะความกลัว ส่วนด้านพ่อแม่ก็อาจพึ่งไม่ได้เพราะกลัวลูกเหมือนกัน
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในชั้นเรียนของโรงเรียนรัฐบาล ครูและนักเรียนที่ตั้งใจเรียนต่างรู้ดีว่าทำให้เด็กคนอื่นเสียสมาธิในการเรียน การเรียนรู้ก็ไม่เกิดขึ้นเต็มที่เพราะใจไม่ได้อยู่ในห้อง ครูก็ต้องแผดเสียงและออกแรงสู้รบกับเสียงจากโทรศัพท์และความไม่ตั้งใจเรียน
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของบ้านเราเลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่มีนโยบายจริงจังจากส่วนกลางในการบังคับให้โรงเรียนห้ามเด็กใช้มือถือในชั้นเรียน มีแต่ความคลุมเครือ เพราะมีความกลัวไล่ลงมาเป็นชั้น ๆ
ส่วนกลางเกรงเสียคะแนนนิยมจากผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่ต้องการให้เด็กมีเสรีภาพเช่นเดิม ("ถ้าห้ามแล้วหากมีเรื่องสำคัญด่วน พ่อแม่จะติดต่อลูกได้อย่างไร” นี่คือคำพูดของพ่อแม่ อยากถามว่าแล้วอยู่กันมาเกือบร้อยปีได้อย่างไรโดยเด็กไม่มีมือถือในชั้นเรียน หรือโทรด่วนถึงโรงเรียนไม่ได้หรือ)
ผู้อำนวยการโรงเรียนก็กลัวผู้ปกครองไม่พอใจ เมื่อครูไม่ได้รับคำสั่งชัดเจนก็ปล่อยมันไป ไม่อยากเคี่ยวเข็ญห้ามปรามเด็กให้เกิดความเสี่ยงจนอาจถึงตายได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียนกันต่อไปแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ แบบไทย ๆ (ยกเว้นในบางโรงเรียนที่มีผู้บริหารกล้าหาญ) และต่อนี้ไปทางโน้มนี้จะแรงขึ้น
อย่างไรก็ดีอีกฝั่งหนึ่งคือ โรงเรียนเอกชนและโรงเรียนนานาชาติในไทย เขาห้ามการใช้มือถือในห้องเรียนกันเด็ดขาดมาหลายปีแล้ว ให้ใช้เมื่อเลิกเรียนแล้วเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นจะโทรถึงผู้ปกครองให้มารับอย่างไรก็ทำได้ ไม่มีการห้าม ยกเว้นการใช้ระหว่างเรียนเท่านั้น
ล่าสุด UNESCO รายงานว่าประมาณ 58% ของประเทศในโลกมีนโยบายในระดับชาติ ห้ามนักเรียนใช้มือถือหรือใช้ได้จำกัดในชั้นเรียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา (35 รัฐ) ฝรั่งเศส อิตาลี ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก ฯลฯ
เมื่อเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ การห้ามหรือจำดการใช้มือถือในชั้นเรียนของโรงเรียนรัฐบาลคงเป็นหมันเป็นแน่เมื่อเกิดความกลัวชนิดใหม่ขึ้นในบ้านเราเช่นนี้
(2) การเลียนแบบ ในสหรัฐอเมริกา การยิงกันในโรงเรียน (มีคนเจ็บหรือตายเกินกว่า 1 คน ) เกิดขึ้น 38 ครั้งในปี 2556 / 49 (2557) / 17 (2558) และจากการศึกษาพบว่าการเลียนแบบโดยผู้กระทำได้การยอมรับเสมือนเป็น “วีรบุรุษ” จากการตีความว่ามีการส่งต่อภาพหรือคลิปของเหตุการณ์ไปอย่างกว้างขวาง ทางโน้มนี้น่าเป็นห่วงในบ้านเราหากเราไม่ระมัดระวังว่าจะมีการสร้างภาพเช่นนี้ขึ้น
(3) การควบคุมดูแลอย่างไม่ถูกวิธี โรงเรียนตื่นตัวระวังเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องใช้ศิลปะอย่างแนบเนียนในการห้ามนำปืนและอาวุธเข้าโรงเรียนอย่างเด็ดขาด การสอดส่องดูแลเด็กที่อาจเป็นปัญหาอย่างใกล้ชิดและมีศิลปะโดยครูผู้ได้รับการฝึกฝน
อีกทั้งมีการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนอย่างเป็นระบบ (ไม่ใช่แบบ “ไฟไหม้ฟาง”) และต่อเนื่อง ให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนในการดูแลตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ฯลฯ
สิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริงในครั้งนี้ มิใช่เพียงการสูญเสียเด็กและครูเท่านั้น หากเป็นการสูญเสียโอกาสของคนเหล่านี้ที่พึงได้รับจากการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอนาคต





