วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม 2569

Login
Login

เมื่อ 'จีน' บุกตลาด 'ชิปหน่วยความจำ' ใครจะได้ประโยชน์จาก 'สงครามฮาร์ดแวร์ AI'

ก่อนตอบคำถามนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าชิปในคอมพิวเตอร์มีสองตระกูลใหญ่ คือชิปที่ทำหน้าที่เป็นสมองช่วย “คิด” อย่าง CPU และ GPU กับชิปที่ทำหน้าที่ “จำ” หรือชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ซึ่งแยกเป็น DRAM ที่เป็นความจำชั่วคราว ดับไฟแล้วข้อมูลหาย เปรียบเหมือนโต๊ะทำงานที่กางเอกสารไว้ตรงหน้า กับ NAND Flash ที่เก็บข้อมูลถาวรแบบ SSD หรือ Flash Drive เปรียบเหมือนตู้เอกสาร

แต่ชิปหน่วยความจำที่ใช้กับการทำงาน AI คือ High Bandwidth Memory (HBM) ซึ่งคือการนำ DRAM มาซ้อนกันในแนวตั้ง 8 ถึง 12 ชั้น เชื่อมด้วยรูทองแดงจิ๋วนับพันรู แล้ววางชิดกับ GPU เพื่อส่งข้อมูลด้วยแบนด์วิดท์มหาศาล เพราะการเทรนและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่นั้นจำเป็นต้องใช้ความเร็วในการส่งข้อมูลสูงกว่าหน่วยความจำปกติมาก

อุตสาหกรรมการผลิตชิปหน่วยความจำนี้กระจุกตัว มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย บริษัทที่ทำ HBM มีบริษัท SK hynix ของเกาหลีใต้ครองตลาดราว 60% ตามด้วย Samsung และ Micron ส่วนบริษัทที่ทำ DRAM โดยมี Samsung นำที่ราว 40% ตามด้วย SK hynix และ Micron โดยสามรายนี้ครองตลาดเกือบ 90% ของโลก

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาพูดถึง AI Chip ที่เป็น GPU ทุกคนจะนึกถึงบริษัท NVIDIA ของสหรัฐ แต่ชิปหน่วยความจำสำหรับ AI กลับเป็นเกมของเกาหลีใต้ล้วนๆ ที่ถือไพ่สำคัญในมือ เพราะไม่ว่าใครจะสร้างดาตาเซ็นเตอร์ AI ก็ต้องพึ่ง HBM จากเกาหลีใต้ จึงทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำสูงขึ้นมา ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นการผลิต HBM เพราะราคาดีกว่า และทำให้มีผู้เล่นในตลาด DRAM ปกติน้อยลง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีผลต่อราคาสัญญา DRAM ขึ้นเกือบเท่าตัวในไตรมาสเดียว ส่งผลให้คอมพิวเตอร์และมือถือที่คนไทยซื้อแพงขึ้นตามไปด้วย

“แล้วบริษัท CXMT มาแข่งได้จริงไหม” คำตอบคือเขาเป็นผู้ผลิต DRAM อันดับ 4 ของโลก มีส่วนแบ่งราว 7-8% ผลิต DDR5 เชิงพาณิชย์ได้แล้วบนเทคโนโลยีของตัวเอง และผู้ผลิตเมนบอร์ดรายใหญ่ทุกรายรับรองแรมของ CXMT แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยียังไปไม่ถึง HBM ที่เป็นหัวใจของ AI แต่ CXMT ได้ตั้งเป้าที่จะผลิต HBM3 ปลายปีนี้ ซึ่งตามหลังเกาหลีหนึ่งถึงสองรุ่น ในขณะที่โลกกำลังใช้ HBM4 กันแล้ว ดังนั้นราคาหุ้นที่พุ่ง 472% สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนจีนและภาวะของขาดตลาด มากกว่าสะท้อนว่า CXMT ทัดเทียมเกาหลีใต้แล้ว

ถ้าถอยออกมามองระบบนิเวศของอุตสาหกรรม AI Chip ทั้งหมด จะเห็นภาพที่น่าสนใจกว่า คือเอเชียครองการ “ผลิต” เกือบเบ็ดเสร็จ บริษัท TSMC ของไต้หวันครองตลาดด้านการรับจ้างผลิตชิปราว 70% ของโลก เกาหลีครองตลาดหน่วยความจำ ญี่ปุ่นครองตลาดเครื่องจักรและการทดสอบ แต่จุดที่ควบคุมทั้งระบบได้จริงยังอยู่ในมือสหรัฐและยุโรป ทั้งการออกแบบ GPU ของ NVIDIA ซอฟต์แวร์ CUDA ที่นักพัฒนาทั่วโลกผูกติดมา 20 ปี และเครื่อง EUV ของบริษัท ASML เนเธอร์แลนด์ที่ผูกขาด 100%

นี่คือเหตุผลที่เราเรียกอุตสาหกรรมนี้ว่าเป็น “ระบบปิด” องค์ความรู้อยู่ในไม่กี่ประเทศ และการเข้าตลาดยากกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์มาก เพราะถูกผูกขาดกันคนละชั้นตลอดห่วงโซ่

คำถามที่สำคัญกว่าคือจีนตามหลังสหรัฐแค่ไหน ผมประเมินว่าด้านการออกแบบชิป AI จีนตามหลังราว 1-2 ปี ชิป GPU รุ่น Huawei Ascend ของจีนรุ่นปัจจุบันมีประสิทธิภาพราว 60-80% ของชิประดับกลางของ NVIDIA ด้าน DRAM ธรรมดาตามหลัง 2-3 ปี ด้านการผลิต HBM ตามหลังราว 3-4 ปี และด้านเครื่อง lithography ยังห่างอยู่ 5-10 ปี เพราะเข้าถึง EUV ไม่ได้ ทำให้บริษัท SMIC ที่รับจ้างผลิตชิปของจีนต้องผลิตด้วยเครื่อง DUV ที่ได้ผลผลิตต่ำและต้นทุนสูง

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ความย้อนแย้งมาตรการกีดกันการค้า สหรัฐใช้การแบนส่งออกชิปเพื่อชะลอจีน ซึ่งได้ผลเชิงคุณภาพและต้นทุนจริง แต่กลับเร่งให้จีนสร้างระบบของตัวเองเร็วขึ้น ส่วนแบ่งของ NVIDIA ในตลาดชิป AI ในจีนร่วงจากราว 40% เหลือเพียง 8% ขณะที่ Huawei ขึ้นมาครองราวครึ่งตลาด และเมื่อนักพัฒนาจีนใช้ NVIDIA ไม่ได้ ก็เลิกเขียน CUDA หันไปสร้างระบบนิเวศของตัวเอง โลก AI จึงกำลังแยกเป็นสองค่ายระหว่างสหรัฐและจีน การแข่งขันวันนี้ไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นภูมิรัฐศาสตร์และการค้าด้วย

ดังนั้นถ้าถามว่าจีนจะแซงสหรัฐด้านฮาร์ดแวร์ AI ได้ไหม ผมคิดว่าใน 1-2 ปีนี้ยังแซงไม่ได้ แต่กรอบที่ถูกต้องกว่าคือจีนไม่จำเป็นต้องชนะที่แนวหน้า แค่ผลิตของที่ “ดีพอ” สำหรับตลาด AI ในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งมาตรฐานนี้ดูเป็นไปได้ในไม่กี่ปี และที่น่าทึ่งคือเวลาไล่กวดสั้นลงเรื่อยๆ จากที่เคยห่างกัน 4-5 ปีเหลือราว 1 ปีในบางด้าน

แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ สงครามชิปครั้งนี้กลับเป็นโอกาสของเอเชีย เพราะไม่ว่าโลกจะแยกเป็นกี่ขั้ว การผลิตจริงยังต้องเกิดในเอเชีย และการกระจายฐานการผลิตออกจากจีนและไต้หวันกำลังทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลลงมาสู่อาเซียน คำถามคือใครจะคว้าไว้ได้ มาเลเซียนำหน้าไปแล้ว ครองราว 13% ของงานประกอบ ทดสอบ และแพ็กเกจชิปของโลก เป็นผู้ส่งออกชิปอันดับ 6 และประกาศเป้าชิงตลาดการแพ็กเกจชิปขั้นสูงเพิ่มอีก ขณะที่เวียดนามดึงบริษัท Amkor ไปตั้งโรงงานใหญ่ ส่วนสิงคโปร์เล่นเกมมูลค่าสูง

ไทยเองก็เป็นฐานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB อันดับหนึ่งของอาเซียนและติด 5 อันดับแรกของโลก ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนอิเล็กทรอนิกส์กว่า 500 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็น PCB ราว 180 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นทุนจีนและไต้หวันที่ย้ายฐานมา แต่ต้องยอมรับว่า PCB เป็นปลายน้ำที่มูลค่าเพิ่มต่ำ 

ดังนั้นโจทย์ที่แท้จริงของไทยคือการใช้ฐานนี้ไต่ขึ้นสู่การแพ็กเกจชิปขั้นสูงและการทดสอบชิป ซึ่งเป็นชั้นที่มาเลเซียยึดอยู่

สิ่งที่เราควรต้องทำให้ได้ คือเร่งสร้างวิศวกรด้านกระบวนการผลิตและการแพ็กเกจชิป และการกำกับดูแลเรื่องการลักลอบส่งชิปผ่านไทยไปจีนอย่างโปร่งใส เพราะมีคดีที่สหรัฐสงสัยบริษัทในไทยแล้ว หากปล่อยไว้เราอาจถูกจำกัดการเข้าถึงชิป AI เสียเอง ความน่าเชื่อถือตรงนี้เองคือแต้มต่อที่จะทำให้ทั้งฝั่งสหรัฐและฝั่งจีนกล้าลงทุนกับเรา

แม้โอกาสนี้จะเปิดอยู่จริง แต่มันจะไม่รอเรานาน เพราะการลงทุนระลอกนี้จะเลือกประเทศที่พร้อมที่สุดก่อน และเพื่อนบ้านเราวิ่งกันเต็มสปีดแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าเอเชียจะได้ประโยชน์จากสงครามชิปหรือไม่ เพราะได้แน่นอน แต่ควรตั้งคำถามว่า “ไทยจะเป็นเพียงทางผ่านสินค้าและเม็ดเงิน หรือจะเป็นบ้านหลังใหม่ของอุตสาหกรรมนี้ในอาเซียน” กันแน่