วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เมื่อ ป.ป.ช.จะใช้นวัตกรรมปราบโกง

สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เชิญผมเป็นวิทยากรในงานสัมมนาประจําปีหัวข้อ “Trust by Design: นวัตกรรมการยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นภาครัฐไทย”

ซึ่งผมตอบรับด้วยความยินดีและดีใจที่ ป.ป.ช. สนใจที่จะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือปราบการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและทันเหตุการณ์ วันนี้จึงขอแชร์ความเห็นของผมเรื่องนี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

การทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐเป็นปัจจัยตัวแม่ที่ทำลายประเทศ ที่ผ่านมา แม้เราจะมีหน่วยงานมากมายที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ก็ไม่สามารถหยุดการทุจริตได้ ตรงกันข้าม การทุจริตในภาครัฐยิ่งวันยิ่งเติบโต ทํากันเป็นระบบแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีทุกรูปแบบ ชี้ถึงความเน่าเฟะของระบบที่มีอยู่

แนวคิด Trust by Design คือ แทนที่จะตามจับเอาผิดผู้ทุจริตในระบบที่เน่าเฟะ ทําไมไม่ออกแบบระบบใหม่ หมายถึงระบบที่ใช้ในราชการทําให้คนที่อยากโกงโกงไม่ได้โดยใช้เทคโนโลยี นี่คือ Trust by Design คือ เชื่อใจระบบ ไม่เชื่อใจคน

ประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ดีและเป็นตัวอย่างของการใช้นวัตกรรม ระบบ และเทคโนโลยีในการแก้คอร์รัปชันคือ เอสโตเนีย (Estonia) กับ สิงคโปร์ ทั้งสองประเทศมีอันดับ CPI (Corruption Preception Index) ปี 2026 ต่ำ สิงคโปร์อยู่อันดับสามของโลก คะแนน 84 จากเต็มร้อย เอสโตเนียอันดับ 12 คะแนน 76/100

ส่วนไทย อันดับ 116 คะแนน 33/100 ต่างกันแบบหัวแถวปลายแถว จึงชัดเจนว่า Trust by Design เป็นลักษณะสำคัญของประเทศที่มีคะแนน CPI ต่ำ แต่สองประเทศนี้ไปคนละแนวในการออกแบบระบบ เพราะเงื่อนเวลาต่างกัน

เอสโตเนียออกจากสหภาพโซเวียตปี 1991 และระบบราชการที่รับมาเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน แทนที่จะพยายามแก้ระบบเดิม เอสโตเนียก้าวข้ามไปสู่การสร้างประเทศใหม่ด้วย E-Estonia โดยโอนร้อยละ 99 ของระบบราชการให้เป็นระบบดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยี ไม่มีกระดาษ ใบอนุญาตต่างๆ อนุมัติอัตโนมัติถ้าเอกสารครบ

ไม่ต้องรอ ไม่ต้องเจอเจ้าหน้าที่ และบัตรประชาชนใบเดียวติดต่อราชการได้หมด ไม่ต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเพราะข้อมูลประชาชนรัฐมีหมดและเก็บอยู่ในระบบที่ปลอดภัยที่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของประชาชนได้ ผลคือประเทศไปโลด และถือเป็นต้นแบบของรัฐบาลดิจิทัล

ส่วนสิงคโปร์เริ่มก่อน เมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยีแต่ด้วยระบบคุณธรรมในภาครัฐและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ข้าราชการสิงคโปร์มีเงินเดือนสูง อํานาจน้อย ทุกอย่างไปตามระบบ

ใครที่ใช้ชีวิตเกินเงินเดือนจะถูกตั้งประเด็นก่อนว่าโกง ที่เจ้าตัวต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่ ผลคือ สิงคโปร์มีคอร์รัปชันต่ำ เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องทั้งที่ประเทศไม่มีทรัพยากรเลย แม้แต่นํ้าดื่ม

นี่คือตัวอย่าง คําถามคือเราจะนํา Trust by Design มาใช้ในประเทศเราอย่างไรเพื่อแก้การทุจริตคอร์รัปชัน จะลอกสิ่งที่สองประเทศนี้ทําดีไหม

เรื่องนี้คําตอบผมคือ ไม่ต้องลอก เพราะความท้าทายและลักษณะปัญหาของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน เราควรมุ่งใช้ Trust by Design แก้ปัญหาที่เป็นหัวใจของปัญหาคอร์รัปชันประเทศเรา ที่ทำให้การทุจริตเติบโตและอยู่ได้ และถ้าไม่แตะจุดที่เป็นหัวใจของปัญหา การแก้ปัญหาก็จะไม่สําเร็จ ซึ่งในความเห็นผม หัวใจของปัญหาคอร์รัปชันประเทศเรา คือ

1.ระบบอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจที่ใกล้ชิดรัฐ อันนี้ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์แบบผู้ใหญ่ผู้น้อยที่สังคมไทยคุ้นเคย แต่เป็นเครือข่ายต่างตอบแทนที่นักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐร่วมมือกันโกงหรือหาประโยชน์จากทรัพยากรของแผ่นดิน

นําไปสู่คอร์รัปชันเชิงนโยบาย การหาประโยชน์จากงบประมาณ การโยกย้ายเลื่อนตําแหน่งข้าราชการเพื่อพวกพ้อง และการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้อํานาจรัฐ โดยทั้งสามฝ่ายจะปกป้องช่วยเหลือกัน เพื่อให้ระบบอุปถัมภ์ไปต่อได้

2.การใช้ดุลยพินิจของระบบราชการ ที่กฎหมายเปิดช่องให้ข้าราชการใช้อํานาจตามตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ เกิดขึ้นในทุกระดับทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น เพราะข้าราชการเงินเดือนต่ำ แต่อํานาจมาก นําไปสู่ความไม่โปร่งใสและเป็นต้นทุนต่อทุกคนที่จํายอมต้อง“จ่าย” เพื่อให้งานเดินต่อ

3.การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ใช้เวลา เอาแน่เอานอนไม่ได้ จนประชาชนรู้สึกว่า กติกาบ้านเมืองบิดเบี้ยว ไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนทุจริตไม่ถูกเอาผิด คนมีอำนาจรอดเสมอ บั่นทอนจิตใจประชาชนว่าความยุติธรรมไม่มี ส่วนคนทุจริตเมื่อไม่ถูกเอาผิด ก็ยิ่งกร่าง ยิ่งโกง เพราะมั่นใจในระบบอุปถัมภ์ที่จะปกป้องตน

นี่คือ สามหัวใจของปัญหาคอร์รัปชันในบ้านเราที่ต้องแก้ เป็นสามระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อโกง คือ Cheat by Design ที่ความพยายามแก้ปัญหาที่ผ่านมาเอื้อมไม่ถึง ปัญหาจึงยังมีอยู่ และยิ่งวันยิ่งฮึกเหิม

ดังนั้น ถ้าจะนําแนวคิด Trust by Design มาใช้ เราต้องใช้เทคโนโลยีออกแบบระบบใหม่ที่มุ่งทำลายสามหัวใจของปัญหาคอร์รัปชันที่พูดถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

1.ทําลายระบบอุปถัมภ์ด้วยระบบเลือกตั้งใหม่ (Trust by Design) เพื่อกําจัดการใช้เงินซื้อเสียงโดยใช้เทคโนโลยีปกป้องผลการเลือกตั้ง ด้วยระบบที่โปร่งใส รวดเร็ว และไม่สามารถแทรกแซงได้โดยคนภายนอกหรือเจ้าหน้าที่รัฐ

อีกอันที่จะทําลายระบบอุปถัมภ์คือ ทําลายสายป่านผลประโยชน์ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ เเละกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐที่หากินกับการออกนโยบายเพื่อพวกพ้องและงบประมาณแผ่นดิน 

ทางแก้คือ ทําให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณเป็นระบบเปิด (Trust by Design)โดยทําข้อมูลทุกอย่างเป็นข้อมูลสาธารณะ ว่าใครใช้จ่ายอะไรอย่างไร ใครประมูลได้ ราคาเท่าไร สัญญาเป็นอย่างไร เป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ นำไปวิเคราะห์เพื่อดูความผิดปกติได้ การตรวจสอบโดยประชาชนจะทําให้การใช้อํานาจรัฐหาประโยชน์ทําได้ยากขึ้น บั่นทอนระบบอุปถัมภ์

2.หักดิบการใช้ดุลพินิจของราชการด้วยเทคโนโลยี คือ เอาการอนุมัติอนุญาตของราชการในทุกเรื่องเป็นระบบดิจิทัลหมด (Trust by Design) คำร้องทุกคำร้องอนุมัติอัตโนมัติภายในเวลาที่กําหนดถ้าเอกสารครบ ไม่มีดุลยพินิจ ไม่มีแช่แข็ง

นอกจากนี้ ออกแบบระบบประเมินผลงานข้าราชการเพื่อเลื่อนตําแหน่งให้เป็นระบบเปิด Merit- based โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งจะตัดวงจรระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตําแหน่งซึ่งเป็นอีกต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชัน

3.ประเด็นการบังคับใช้กฎหมาย Trust by Design อาจออกแบบระบบให้เทคโนโลยีเลือกทีมหรือบุคคลที่จะเข้ามาทําคดี แบบ Random ไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้ พร้อมระบุเงื่อนเวลาชัดเจนว่าจะต้องเสร็จเมื่อไร เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่ Trust by Design สามารถช่วยได้และกรณีประเทศเราทําให้เกิดขึ้นได้ เพราะความรู้มี ทรัพยากรมี ซึ่งถ้าทําจริง มั่นใจได้ว่าคอร์รัปชันจะหดหายและประเทศจะเปลี่ยนไปเลย แต่แรงต้านจะมาก ทั้งจากนักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐ และคนที่รับผิดชอบ เพราะคนเหล่านี้ไม่อยากเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ จึงต้องเชียร์ป.ป.ช.ที่เปิดประเด็นเรื่องนี้

 

เมื่อ ป.ป.ช.จะใช้นวัตกรรมปราบโกง