ในขณะที่มีข่าวว่ากรมสรรพสามิต กำลังจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ ให้เป็นอัตราเดียวในเร็วๆ นี้
สืบเนื่องจากผลกระทบทางลบของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบเป็น 2 อัตรา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมาซึ่งส่งผลให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลงอย่างมาก
ชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบ และการควบคุมยาสูบโดยกลไกทางภาษีไม่มีประสิทธิผล เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ก่อนปี พ.ศ. 2560
ขณะเดียวกัน มีนักวิชาการหลายท่านให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบว่าควรเป็นไปในทิศทางใด เพื่อประโยชน์ต่อการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐและเพื่อลดอัตราการสูบบุหรี่ของประชาชน
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหลายหน่วยงาน เช่น กรมสรรพสามิต กรมควบคุมโรค กลุ่มชาวไร่ยาสูบ ศูนย์วิจัยและการจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) การยาสูบแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ มาให้ข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ และมีการนำเสนอกรณีศึกษาของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีบาป (Sin Tax Reform) ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นต้นแบบของการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ขององค์การอนามัยโลก
เมื่อปี พ.ศ. 2555 รัฐสภาของประเทศฟิลิปปินส์ผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีบาป (Sin Tax Reform Act, 2012) ด้วยการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบจาก 4 อัตรา เป็นอัตราเดียว และมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบร้อยละ 4 ทุกปี ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566
โดยจัดสรรงบประมาณร้อยละ 15 จากภาษีที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น ให้แก่จังหวัดที่มีการปลูกยาสูบ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวไร่ยาสูบ
งบประมาณดังกล่าวที่จัดสรรให้จังหวัด สามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ของจังหวัด เช่น ด้านโครงสร้าง ด้านอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น นอกเหนือจากการปลูกพืชทดแทน ซึ่งเป็นไปโดยความสมัครใจของชาวไร่ยาสูบ
รายได้จากการปฏิรูปโครงสร้างภาษียาสูบดังกล่าวของประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเพิ่มจำนวนประชากรที่ได้รับการประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น จากจำนวน 77 ล้านคนในปี พ.ศ. 2556 เป็น 98 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2566
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นจากจำนวน 5 หมื่น 5 พันล้านเปโซ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 2 แสน 4 หมื่น 2 พันล้านเปโซ ในปี พ.ศ. 2566
การปฏิรูปกฎหมายภาษีบาปของประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ชาวไร่ยาสูบสนับสนุนการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ และรัฐบาลจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว ระหว่าง พ.ศ. 2560-2567 ในขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ลดลง
กฎหมายนี้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกและธนาคารโลก แนะนำให้ประเทศต่างๆ นำไปปฏิบัติตาม
บทเรียนแห่งความสำเร็จนี้ มีผลทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่เพิ่มขึ้นจากซองละ 24.25 เปโซ เป็น 43.29 เปโซ ยอดขายบุหรี่ลดลงจาก 1 พัน 2 ร้อย 18 ล้านซองในปี พ.ศ. 2555 เป็น 8 ร้อย 86 ล้านซอง ในปี พ.ศ. 2558
อัตราการสูบบุหรี่ลดลงจากร้อยละ 28.3 ในปี พ.ศ. 2552 เป็นร้อยละ 22.5 ในปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 85 ของการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น
รัฐบาลฟิลิปปินส์จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุข ทำให้สามารถเพิ่มการประกันสุขภาพแก่ครอบครัวที่ยากจนเพิ่มขึ้น 10.8 ล้านครัวเรือน
นับแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา รัฐบาลฟิลิปปินส์เพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบร้อยละ 5 ทุกๆ ปี จึงทำให้มีการจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับภาระโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ในประชากรไทย และภาษีสรรพสามิตยาสูบจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการควบคุมยาสูบอย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไร
โดยนักวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) นักวิจัยจาก ศจย. และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ยาสูบ
ประเด็นสำคัญคือเมื่อคำนวณผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่ นักวิจัยบ่งชี้ว่าความสูญเสียจากการสูบบุหรี่มีการประมาณการเป็นตัวเลขเท่ากับ 87,250 ล้านบาท
ซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเท่ากับ 77,173 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลโดยตรงเท่ากับ 8,891 ล้านบาท จำนวนเงินมหาศาลนี้ เป็นภาระทางงบประมาณของรัฐบาลไทย ในการเยียวยา รักษาผู้ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ยาสูบ
ในขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ว่า บริษัท บริทิช อเมริกัน โทแบคโก มีแผนปลดพนักงานเกือบ 9,000 ตำแหน่งทั่วโลก เนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่มวนทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง
และก่อนหน้านี้ บริษัทได้ทยอยปิดโรงงานผลิตยาสูบลงหลายแห่ง เนื่องจากมีการประเมินว่าปริมาณการบริโภคยาสูบทั่วโลกจะลดลงอีกร้อยละ 2 ภายในปีนี้
โฆษกของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ได้สรุปในการประชุมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ว่าอุตสาหกรรมยาสูบเป็น “อุตสาหกรรมอัสดง” (Sunset industry) ซึ่งหมายถึงชาวไร่ยาสูบจะไม่มีอนาคต
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีหลายสาเหตุ ทั้งจากอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญคือ บริษัทยาสูบจะมุ่งสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะใช้ใบยาสูบน้อยลง แต่ใช้ นิโคตินสังเคราะห์มากขึ้น
เพราะ นิโคตินสังเคราะห์สามารถปรับเปลี่ยนรสชาติต่างๆ ได้ และมีความระคายเคืองน้อยกว่า นิโคตินจากใบยาสูบ
อีกเหตุผลที่สำคัญคือ การใช้ นิโคตินสังเคราะห์ ในนวัตกรรมเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายควบคุมยาสูบที่มีอยู่ในหลายประเทศ โดยอ้างว่า นิโคตินสังเคราะห์ ไม่ใช่ นิโคติน ที่มีอยู่ในใบยาสูบ
กรมสรรพสามิต จำเป็นต้องพิจารณากลไกเพื่อปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบให้มีประสิทธิผล ดังกรณีศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์ โดยเพิ่มรายได้เพื่อรัฐและเพื่อสุขภาพของประชาชน.



