วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

สี่ดาวเด่นแห่งเอเชียยังส่องแสงหลังพายุ

ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ลงทุน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง กำแพงภาษีของสหรัฐฯ และกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มาแรงจนตลาดเริ่มตั้งคำถาม ล้วนทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกผันผวนรุนแรง

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะสี่ประเทศที่ผู้เขียนเคยเรียกว่า “ดาวเด่นแห่งอนาคต” ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย และเวียดนาม 

ในปีก่อนหน้า การลงทุนในประเทศเหล่านี้มักให้ผลตอบแทนดีอย่างสม่ำเสมอ แต่ปีนี้กลับเหวี่ยงขึ้นลงจนผู้ลงทุนเริ่มไม่สบายใจ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ขึ้นไปสูงสุดราว 115% จากต้นปี ก่อนร่วงจนมูลค่าตลาดหายไปเกือบ 40% ไต้หวันซึ่งเคยขึ้นไปราว 65% ก็ย่อลงเช่นกัน ส่วนอินเดียและเวียดนามลดลงต่ำกว่าระดับต้นปี คำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยที่สุดจึงเป็นว่า สี่ประเทศนี้ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่

คำตอบของผู้เขียนคือ ยังน่าลงทุนทั้งหมด เพราะราคาหุ้นที่ร่วงรอบนี้มาจากเหตุการณ์เฉพาะของปี 2569 ที่บังเอิญเกิดพร้อมกัน ทั้งสงครามที่ดันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับสูงสุดกว่า 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนปรับฐานลงราว 37% 

การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ทุ่มสร้างศูนย์ข้อมูลมหาศาลจนตลาดเริ่มกังวลเรื่องความคุ้มค่า การกู้เงินมาเล่นหุ้นเกินตัวในเกาหลีใต้ และการที่นักลงทุนทั่วโลกย้ายเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยี ทั้งหมดเป็นเรื่องของจังหวะและอารมณ์ตลาด ไม่ใช่เรื่องความสามารถในการหาเงินของประเทศเหล่านี้

ในส่วนของไต้หวัน ทุกครั้งที่มีการสร้าง Data Center ในโลก เงินส่วนใหญ่จะไหลกลับมาที่บริษัทไต้หวัน เพราะไต้หวันเป็นผู้นำในแทบทุกชิ้นส่วน ตั้งแต่รับจ้างผลิตชิปราว 75% ของโลก บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงเกือบทั้งหมด ไปจนถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์และระบบระบายความร้อน 

โดยหัวใจคือ TSMC ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึงระดับ 66% สะท้อนอำนาจต่อรองของผู้ที่ใครก็แทนไม่ได้ ผลส่งต่อไปยังเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน ครึ่งปีแรกไต้หวันโต 13.72% เร็วที่สุดในรอบราว 50 ปี พร้อมเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณ และมีทุนสำรองสูงที่สุดในกลุ่ม

ความเสี่ยงของไต้หวันจึงไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งคาดเดายาก และความเหลื่อมล้ำภายใน เพราะธุรกิจขนาดกลางและเล็กซึ่งจ้างงานราว 80% ของกำลังแรงงานยังไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร

ด้านเกาหลีใต้ กำไรไตรมาสสองของ Samsung เติบโต 1,800% และ SK Hynix เติบโต 557% แต่ราคาหุ้นทั้งสองกลับร่วงราว 41% และ 52% ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวธุรกิจ เพราะทั้งสองบริษัทยังครองส่วนแบ่งตลาดหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรวมกันราว 88% กำลังการผลิตถูกจองเต็มตลอดปี 2569 การส่งออกขยายตัวโดดเด่น และรัฐบาลปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีขึ้นเป็น 3.0% สูงสุดในรอบ 5 ปี

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่พฤติกรรมรายย่อยที่แห่กู้เงินมาซื้อหุ้นผ่านกองทุนที่เพิ่มอัตราทด เมื่อราคาเริ่มลงจนหลักประกันไม่พอ ผู้ให้กู้ก็บังคับขายเป็นลูกโซ่ ทำให้นักลงทุน 360,000 รายสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด และอีก 1.2 ล้านรายถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม เทียบกับไต้หวันที่ผ่านพายุลูกเดียวกันมาได้ดีกว่ามาก เพราะแทบไม่มีการกู้เงินมาซื้อหุ้น

เวียดนามโตเร็วที่สุดในอาเซียนที่ราว 8% จุดแข็งคือสิ่งที่ไทยเคยมีเมื่อ 30 ปีก่อน ได้แก่ แรงงานวัยหนุ่มสาวที่การศึกษาสูงขึ้นต่อเนื่องและขยันเป็นที่ยอมรับ ทำเลติดจีนและเส้นทางเดินเรือหลัก ความตกลงการค้าเสรีจำนวนมากที่ลงนามแล้ว และรัฐบาลที่ปฏิรูปได้จริงดังที่พิสูจน์จากการยุบจังหวัดจาก 63 เหลือ 34 จังหวัด ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 60% จากปีก่อน

ความเสี่ยงมีสองเรื่อง คือ ระบบธนาคารที่ยังเปราะบาง เงินกองทุนต่ำที่สุดในอาเซียนและทุนสำรองรองรับการนำเข้าได้ไม่ถึงมาตรฐานสากลที่ 3 เดือน เรื่องที่สองคือปัญหาสินค้าสวมสิทธิเช่นเดียวกับไทย โดยสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันเวียดนามเก็บมูลค่าไว้ในประเทศได้เพียงราวครึ่งเดียวของสิ่งที่ส่งออก

อินเดียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มที่ตลาดหุ้นติดลบ แต่มิได้เกิดจากเศรษฐกิจจริง เพราะผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี จุดเด่นที่ต่างจากอีกสามประเทศคือ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศเป็นหลัก มิใช่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี หากกระแสปัญญาประดิษฐ์ชะลอลงจริง 

อินเดียจึงเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุดในกลุ่ม บวกกับประชากรมหาศาลที่ใช้ภาษาอังกฤษได้กว้างขวาง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 8 ปี และการส่งออกบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตภาษีนำเข้าสินค้า

ความเสี่ยงคือ ความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน เพราะอินเดียนำเข้าน้ำมันราว 90% ของความต้องการ ซ้ำเติมด้วยเงินทุนไหลออกและภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ 50% สูงที่สุดในโลก ทำให้เงินรูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ข่าวดีคือ เงินทุนต่างชาติเริ่มพลิกกลับมาซื้อสุทธิตั้งแต่กลาง มิ.ย.

เมื่อเทียบกับทั้งสี่ประเทศ ไทยมีเสถียรภาพที่น่าภูมิใจ ทั้งเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่ม ทุนสำรองสูงเป็นรองเพียงไต้หวัน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่มีเงินต่างชาติไหลเข้าสุทธิ

ขณะที่เกาหลี ไต้หวัน และอินเดียถูกขายสุทธิทั้งหมด แต่ด้านที่น่ากังวลคือ การเติบโต ไทยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.0% ในปีนี้ ต่ำที่สุดโดยเปรียบเทียบ เทียบกับไต้หวัน 9.64% เวียดนาม 8.30% อินเดีย 6.50% และเกาหลีใต้ 3.0% กล่าวคือ เรามีบ้านที่มั่นคง แต่รายได้ของครอบครัวโตช้ากว่าเพื่อนบ้านมาก

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามตลาดทุกวัน ไต้หวันควรเป็นหลักของการลงทุนระยะยาว โดยทยอยสะสมเมื่อราคาย่อและกำหนดขนาดการลงทุนตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่รับได้ เกาหลีใต้เหมาะกับระยะกลาง 1-2 ปี ตามวัฏจักรหน่วยความจำ

เวียดนามเหมาะกับการทยอยสะสมโดยเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม และมีตัวเร่งจากการยกระดับสู่ตลาดเกิดใหม่ระดับรองของ FTSE Russell ในเดือน ก.ย.นี้ ส่วนอินเดียเหมาะกับผู้ที่มีกรอบเวลา 3-5 ปีขึ้นไป

ในเชิงการลงทุน ปี 2569 เป็นปีแห่งความท้าทาย ทั้งจากสงคราม จังหวะของวัฏจักร และพฤติกรรมของนักลงทุนเอง มิใช่จากการที่ประเทศเหล่านี้หมดศักยภาพ และเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไป ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ และนวัตกรรม เราทุกคนจึงควรลงทุนในประเทศดาวเด่นแห่งเอเชีย เพื่อให้อยู่รอดจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เชี่ยวกราก

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่สังกัด