วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2569

Login
Login

Data Center ไม่ใช่แค่การลงทุน ไทยกำลังออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ‘เศรษฐกิจ AI’

หากย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน ประเทศที่สามารถสร้างทางรถไฟ ท่าเรือน้ำลึก ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมได้ก่อน ย่อมเป็นประเทศที่ได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

เพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวก หากแต่เป็นรากฐานของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ

แต่ในศตวรรษที่ 21 การแข่งขันของโลกกำลังเปลี่ยนไป ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยต้นทุนแรงงานหรือกำลังการผลิตอีกต่อไป หากกำลังแข่งขันกันด้วย "ข้อมูล" "กำลังการประมวลผล" และ "ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)" ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เมื่อปัจจัยการผลิตเปลี่ยน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็ต้องเปลี่ยนตามและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังมีบทบาทสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ Data Center ในอดีต หลายคนอาจมองว่า เป็นเพียงอาคารสำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ เป็นสถานที่จัดเก็บข้อมูล หรือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแก่ภาครัฐและภาคเอกชน

แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล บทบาทของ Data Center ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกครั้งที่ประชาชนโอนเงินผ่าน Mobile Banking  ทุกครั้งที่ธุรกิจใช้บริการ Cloud  ทุกครั้งที่แพทย์เปิดเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์  ทุกครั้งที่ประชาชนติดต่อหน่วยงานของรัฐผ่านระบบออนไลน์ 

หรือแม้แต่ทุกครั้งที่ AI ตอบคำถามหรือวิเคราะห์ข้อมูล ล้วนมี Data Center ทำงานอยู่เบื้องหลัง แม้ผู้ใช้งานจะไม่เคยมองเห็นก็ตาม

กล่าวได้ว่า หาก ข้อมูล คือทรัพยากรใหม่ของโลก Data Center ก็คือสถานที่ที่เปลี่ยนทรัพยากรดังกล่าวให้กลายเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเพื่อดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center หากแต่กำลังแข่งขันกันเพื่อสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI"

หากในศตวรรษที่ 20 โรงไฟฟ้าทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้โรงงานอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 21 Data Center ก็กำลังทำหน้าที่ผลิต "พลังการประมวลผล" ให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud Computing, Big Data หรือบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ ล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลเป็นรากฐานทั้งสิ้น

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังลงทุนด้าน Data Center อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หลายประเทศก็เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และนโยบายด้านดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าว

การลงทุนด้าน Data Center ในวันนี้ จึงมีความหมายไม่ต่างจากการลงทุนในระบบไฟฟ้า ทางรถไฟ หรือท่าเรือน้ำลึกในอดีต เพราะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งระบบในอนาคต ประเทศไทยเองก็กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญเช่นเดียวกัน

การที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกหนึ่งชุด เพราะสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนกรรมการหรือโครงสร้างของคณะกรรมการ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐต่อ Data Center

ที่ผ่านมา การส่งเสริม Data Center มักถูกมองผ่านมิติของการลงทุน การส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือสิทธิประโยชน์จาก BOI เป็นสำคัญ

แต่เมื่อพิจารณาสาระของร่างระเบียบดังกล่าว จะพบว่าประเด็นที่รัฐให้ความสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน หากแต่ครอบคลุมการใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านพลังงาน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ ประเด็นทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐไม่ได้กำลังมอง Data Center เป็นเพียง "กิจการที่ต้องส่งเสริม"

หากกำลังเริ่มมอง Data Center ในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ" ที่ต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของนโยบาย Data Center ของประเทศไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรมี Data Center หรือไม่ เพราะคำตอบของคำถามนั้นเกิดขึ้นแล้ว ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการ Cloud และผู้ประกอบการ Data Center ระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำถามที่สำคัญกว่า คือ ประเทศไทยจะออกแบบการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อย่างไร เพื่อให้การลงทุนดังกล่าวสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว

เพราะการเติบโตของ Data Center ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงความต้องการใช้ไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร และทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งเศรษฐกิจ AI เติบโตมากเท่าใด ความต้องการกำลังประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

สิ่งที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงจำนวน Data Center หากแต่เป็น กำลังการประมวลผล (Computing Power) ซึ่งกำลังกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจยุคใหม่  หากในอดีต ประเทศแข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตของโรงงาน วันนี้ ประเทศกำลังแข่งขันกันด้วยกำลังการประมวลผลของ Data Center

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ได้วางนโยบาย Data Center แยกออกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล หากแต่เชื่อมโยงกับนโยบายด้านพลังงาน โทรคมนาคม การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และอุตสาหกรรม AI อย่างเป็นระบบ เพราะทุกองค์ประกอบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า AI Infrastructure

AI ไม่ได้เริ่มต้นที่โมเดลปัญญาประดิษฐ์ แต่เริ่มต้นจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้โมเดลเหล่านั้นสามารถทำงานได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีพลังงานที่มั่นคง ก็ไม่มี Data Center หากไม่มี Data Center ก็ไม่มี Cloud และหากไม่มี Cloud ก็ย่อมยากที่จะสร้างระบบ AI ที่สามารถรองรับการใช้งานในระดับประเทศได้

นี่คือ เหตุผลที่การกำกับดูแล Data Center ในปัจจุบัน จึงไม่อาจพิจารณาเฉพาะมิติของการส่งเสริมการลงทุนได้อีกต่อไป

แต่ต้องมองควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรของประเทศ ทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการน้ำ การวางผังเมือง การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะหากการลงทุนเติบโตเร็วกว่าการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศอาจได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่กลับเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรในระยะยาว

ในทางกลับกัน หากสามารถออกแบบนโยบายที่เหมาะสมได้ Data Center ก็จะไม่ใช่เพียงปลายทางของการลงทุนจากต่างประเทศ หากแต่จะกลายเป็นรากฐานของระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการพัฒนา Cloud การวิจัย AI สตาร์ทอัพ เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย

ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Data Center ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ Data Center ทุกแห่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกับการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การส่งเสริมการลงทุน" กับ "การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ"

การส่งเสริมการลงทุน อาจทำให้เกิดโครงการใหม่ แต่การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศจะสามารถสร้างการเติบโตจากโครงการเหล่านั้นได้มากเพียงใด

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาจไม่ใช่การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือการที่ประเทศไทยกำลังเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อ Data Center จาก "กิจการที่ควรได้รับการส่งเสริม"สู่ "โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องได้รับการออกแบบ"

เพราะในศตวรรษที่ 20 ประเทศที่ได้เปรียบ คือประเทศที่สร้างโรงงานได้มากกว่า แต่ในศตวรรษที่ 21 ประเทศที่ได้เปรียบ อาจเป็นประเทศที่สามารถออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจ AI ได้ดีกว่า และบางที...

Data Center อาจไม่ใช่เพียง "โรงงานแห่งศตวรรษที่ 21" หากแต่กำลังกลายเป็น "โรงไฟฟ้าแห่งเศรษฐกิจ AI" ที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

หมายเหตุ

บทความนี้นำเสนอข้อวิเคราะห์เชิงนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของ Data Center ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย โดยอาศัยการศึกษาจากเอกสารนโยบาย งานวิชาการ และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการกำกับดูแลในยุคเศรษฐกิจ AI
ข้อคิดเห็นและบทวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน มิใช่ความเห็นหรือท่าทีของหน่วยงาน องค์กรใด และไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งราชการ

เอกสารอ้างอิง  

•    O'Reilly, T. (2011). Government as a Platform. O'Reilly Media. 
•    OECD. (2020). The OECD Digital Government Policy Framework: Six Dimensions of a Digital Government. 
•    OECD. (2024). Going Digital Toolkit. 
•    United Nations. (2024). United Nations E-Government Survey 2024. 
•    World Bank. (2021). World Development Report 2021: Data for Better Lives. 
•    International Energy Agency (IEA). (2025). Energy and AI. 
•    International Telecommunication Union (ITU). Digital Infrastructure. 
•    พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 
•    พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 
•    ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. .... และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569