วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตื่นใจกับ ‘คนกินคน’

วันนี้ขอเขียนเรื่องสยดสยองแต่น่าสนใจเพื่อเปลี่ยนอารมณ์สักครั้งนะครับ การกินสัตว์เผ่าพันธุ์เดียวกัน (cannibalism) โดยเฉพาะของมนุษย์ด้วยกันเป็นเรื่องที่ผู้คนตาลุกทุกครั้งที่ได้ยิน

ในสองสามปีข้างหน้ามีทางโน้มที่เรื่องเล่าเช่นนี้จะมีมากขึ้น ผู้คนจะบอกเล่ากันอย่างไรและจะเกิดขึ้นในลักษณะใด

ในบ้านเราไม่ค่อยมีเรื่องเล่า “คนกินคน” ที่เคยได้ยินก็คือ เรื่องซีอุยและเรื่องระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่มีขนมจีนน้ำยาอยู่เจ้าหนึ่งซึ่งอร่อยมากและเล่าลือกันว่า มีเหตุมาจากการมีวัตถุดิบพิเศษเนื่องจากสามีเธอเป็นสัปเหร่อ อีกเรื่องจากภาพยนตร์ฮ่องกงเมื่อหลายสิบปีก่อนว่ามีร้านขายซาลาเปาอร่อยมาก โดยคนทำเป็นฆาตกรต่อเนื่อง 

นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า “คนกินคน” เป็นการกระทำที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์กว่า 800,000 ปีแล้ว (พวกเรามีหน้าตาและท่าทางการเคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์ปัจจุบันเมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อน) ในบางวัฒนธรรมและมีต่อเนื่องจนหมดไปในที่สุดเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา การกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองมีอยู่ 4 ลักษณะตามวิชาการมนุษยศาสตร์ กล่าวคือ 

(1) เพื่อการอยู่รอด มนุษย์บางครั้งกินเนื้อคนเพื่อการอยู่รอด (2) พิธีกรรมความเชื่อ หรือทางศาสนา กินบางส่วนของอวัยวะคนตายตามความเชื่อ (3) การทำสงคราม กินเพื่อแสดงถึงชัยชนะ การข่มศัตรู แก้แค้น หรือเพื่อดูดพลังความเข้มแข็ง และ (4) อาชญากรรมจากความเจ็บป่วย กรณีของโรคจิตอย่างรุนแรง หรือตามแรงจูงใจของอาชญากร

ในโลกตะวันตกมีหลักฐานบันทึกเรื่องราวและวรรณกรรมของ “คนกินคน” อยู่ไม่น้อยนับตั้งแต่อียิปต์โบราณ กรีกโบราณ โรมัน โดยวัฒนธรรมเหล่านี้ปฏิเสธพฤติกรรมนี้อย่างสิ้นเชิง ยกเว้นยามขาดแคลนอาหารอย่างยิ่ง หรือระหว่างสงคราม ในยุคกลางคือ ค.ศ. 500-1500 เกือบทุกศาสนาประณามและห้าม แต่ในยุค ค.ศ. 1500-1800 ยังมีอยู่ในบางพื้นที่และวัฒนธรรม

จนกระทั่งหายไปเกือบหมดในยุค ค.ศ. 1800’s ด้วยเหตุผล (1) การล่าอาณานิคม และห้ามการกระทำที่ป่าเถื่อนนี้ (2) การเผยแผ่ศาสนาคริสต์โดยมิชชันนารี (3) การมีระบบกฎหมาย (4) การเปิดกว้างสู่โลกมากขึ้น (5) การเห็นว่ามันเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม

อย่างไรก็ดี จากยุคนั้นจนถึงปัจจุบันก็มีการบันทึกไว้ในหลายกรณี ดังต่อไปนี้ (1) การปิดล้อมเมือง Leningrad (พ.ศ.2485-2486) โดยกองทัพนาซีเยอรมันปิดล้อมในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่กว่าครึ่งปี จนขาดแคลนอาหาร แต่คนรัสเซียก็สู้ยิบตา บางช่วงเวลาต้องกินเนื้อเพื่อน หรือศัตรูเพื่อการอยู่รอด ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตรวมกัน 1.1-3 ล้านคน 

(2) เครื่องบินตกในเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ในปี 2515 ผู้โดยสารที่รอดชีวิต 33 คนจากเครื่องบินตกมีเหลืออยู่ 16 คนตอนคนมาช่วยโดยอาศัยการกินเนื้อผู้โดยสารที่ตายแล้วอยู่เป็นเวลา 72 วัน กรณีนี้รู้จักกันอย่างกว้างขวางเพราะเป็นกรณีคลาสสิกสมัยใหม่ของการกินเนื้อคนด้วยกันเพื่อความอยู่รอด

สำหรับกรณีของการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองในชุมชนในป่าในเขามักเป็นเรื่องของความเชื่อ เช่น กินญาติของตนเองจะทำให้วิญญาณอยู่ในครอบครัว กินเนื้อศัตรูที่กล้าหาญจะได้ถ่ายทอดคุณลักษณะนั้นสู่ตนเอง กินเพื่อเชื่อมต่อบรรพบุรุษกับลูกหลานกินเพื่อให้เกียรติคนตาย และบางกรณีเพื่อหยามเกียรติคนตาย ฯลฯ

กลุ่มคนที่กล่าวขานกันมากว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้คือ (1) กลุ่มคนดั้งเดิมหลายเผ่าแถบ Papua New Guinea กินเพื่อพิธีกรรมของความรักและความเคารพนับถือ บ้างก็กินเพื่อพิธีกรรมก่อนและหลังสงคราม (2) ชาวพื้นเมืองเมารี (Māori) ของนิวซีแลนด์ กินหลังสงครามเพื่อขู่ขวัญศัตรู หยามเกียรติ และแสดงถึงการมีอำนาจเหนือ โดยจะไม่กระทำกับคนเผ่าเดียวกันเป็นอันขาด 

(3) ชาวเกาะฟิจิมีความเชื่อคล้ายกันโดยมีการกระทำกว้างขวางจนคนยุโรปที่บุกเบิกเรียกว่า “เกาะของมนุษย์กินคน” (4) คนบางกลุ่มในแอฟริกา แต่ไม่แพร่หลายทั่วทวีป (ความเข้าใจว่าคน pygmies เป็นมนุษย์กินคนนั้น ปัจจุบันนักวิชาการเชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิด ) (5) หลายเผ่าในแถบแม่น้ำอะเมซอนในอเมริกาใต้กระทำด้วยความเชื่อที่คล้ายกัน 

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ฝรั่งนักล่าอาณานิคมมักกล่าวถึงการกินคนของกลุ่มคนพื้นเมืองเกินความจริง เพื่อให้เห็นว่าเป็นคนป่าเถื่อนนั้นสมควรแก่การ “ถูกพัฒนา” ด้วย “ความเมตตา” จากพวกเขา

คราวนี้มาถึงทางโน้มที่เรื่องเล่า “คนกินคน” เพิ่มมากขึ้น มีการประเมินว่าในปี 2526-2527 มีการเปิดตัวของนวนิยายไม่ต่ำกว่า 20 เรื่องที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับ “คนกินคน” ในโลกตะวันตก อีกทั้งภาพยนตร์หลายเรื่องที่จะตามมามนุษย์นั้นตื่นตาตื่นใจกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อมีพล็อตเรื่องที่โยงใยกับประเด็นวิทยาศาสตร์ ความรัก ความแค้น ความไม่เท่าเทียมกัน การกดขี่ระหว่างเพศ ฯลฯ ก็ทำให้ขายดี

ขอยกตัวอย่างนวนิยายเรื่องหนึ่งที่วางตลาดในเดือน ก.ย.2526 คือ The Need โดย Mostyn- Brown พล็อตเรื่องก็คือมีมนุษย์กินคนชื่อ Talia มีลักษณะพิเศษทางพันธุกรรมที่ต้องกินเนื้อมนุษย์อยู่เสมอเพื่อให้มีสุขภาพดี การเป็นสัปเหร่อทำให้เธอมีวัตถุดิบ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อลูกชายวัยรุ่นของเธอที่มีลักษณะพิเศษทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับเธอ 

โดยมีความกระหายเนื้อมนุษย์อยู่เสมอ และดูจะกล้าหาญมากขึ้นจนถึงกับกินเพื่อนร่วมชั้นเรียน Talia ไม่ต้องการให้ลูกเป็นฆาตกรต่อเนื่องจึงพยายามแก้ไขปัญหา นวนิยายเเนวนี้ก็มีอีกที่ชื่อเรื่องฟังแล้วขนลุก เช่น The Summer I Ate the Rich, Nothing Tastes as Good, The Eyes Are the Best Parts ฯลฯ

เราไม่ควรประณามสังคมที่เคยมีวัฒนธรรมของการกินมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมันเป็นเรื่องอดีต และกระทำตามความเชื่อภายใต้สิ่งแวดล้อมของค่านิยมตามวัฒนธรรมและของสังคมของสมัยนั้น เเม้แต่สัตว์ก็ยังมีโดยทำไปตามสัญชาตญาณ มีปลาฉลามพันธุ์ที่มีชื่อว่า Sand Tiger Shark กินพี่น้องที่เป็นตัวอ่อนด้วยกันตั้งแต่อยู่ในท้องเดียวกัน บางครั้งกินจนเหลืออยู่เพียง 2 ตัวตอนคลอดออกมา

ใครที่ตรึงใจกับเรื่องสยดสยองเช่นนี้ เตรียมใจนะครับ จะมีหนังสือแนวนี้ออกมาเป็นระลอกใหญ่รวมทั้งภาพยนตร์ด้วย ระหว่างที่อ่านและดูหนังก็เหลียวซ้ายแลขวาบ้างนะครับ เดี๋ยวจะถูกกินก่อนจบโดยคนนั่งข้าง ๆ