ผมนำปาฐกถา TEDx Stanford ของ โซล ราชิดี (Sol Rashidi) ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI (เอไอ) คนแรกๆ ของโลก มาสรุปให้อ่านกันในวันนี้ครับ
ราชิดีอ้างข้อมูลว่า ภายในสิ้นปี 2569 สิ่งที่เราอ่าน เราเห็นและเราสัมผัสในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่จะถูกสร้างหรือขับเคลื่อนด้วยเอไอ เราอยู่ในโลกที่พึ่งพาเทคโนโลยีเกินความจำเป็น และแม้เราจะเชื่อว่าการนำ เอไอ มาใช้คือการทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอไออาจทำให้อนาคตของเราซับซ้อนยิ่งขึ้น
เธอตั้งคำถามให้คิด 3 ข้อ
- ถ้าคุณให้ เอไอ เขียนแทน คุณจะรักษา “น้ำเสียง” ความเป็นตัวคุณเอาไว้ได้อย่างไร ไม่ให้มันจางหายไป
- ถ้าคุณให้ เอไอ คิดแทน คุณยังเปิดโอกาสและทางเลือกให้ตัวเองอยู่หรือไม่
- ถ้าคุณให้ เอไอ ตัดสินใจแทน คุณจะไม่สูญเสียความสามารถและอำนาจในการดำเนินชีวิตของตัวเองได้อย่างไร
ราชิดีมองว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่การแย่งงานหรือครองโลก แต่คือ “ภาวะสมองเสื่อมถอยทางปัญญา” (intellectual atrophy) การกัดกร่อนอย่างช้าๆ ของความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้ง คิดเชิงวิเคราะห์ และคิดอย่างเป็นอิสระ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้เราคิดเองเป็น สามารถคิดแบบสร้างสรรค์ ประดิษฐ์คิดค้น และแก้ปัญหาได้
แต่หากเราพึ่งพาเอไอแบบหลับหูหลับตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ มนุษย์จะอ่อนแอลงทางปัญญา ในขณะที่เครื่องจักรจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เธอแบ่งคนออกเป็นสามกลุ่มในโลกยุคนี้ กลุ่มแรกคือคนที่แทบตามเอไอไม่ทัน กลุ่มที่สองคือคนที่ตื่นเต้นและกำลังลองผิดลองถูกกับเอไออยู่ ส่วนกลุ่มที่สามคือคนที่หลีกเลี่ยงเอไอเพราะรู้สึกท่วมท้นเกินรับไหว แต่มาวันนี้เอไอคือ “ยักษ์ที่หลุดออกจากตะเกียง” ไปแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับ
“Make AI happen with us and not to us” ราชิดีมองว่า เรายังมีโอกาสที่จะใช้ AI เพื่อขยายศักยภาพของตัวเอง ช่วยพัฒนาความอัจฉริยะที่มีอยู่ในตัวเรา และปลดปล่อยพรสวรรค์ของแต่ละคนได้ โดยแนะนำว่า ควรให้เอไอ “ช่วย” การลงมือทำงานด้วยตัวเองของคุณ โดยไม่ให้เอไอ “ทำงานแทน” หรือ “คิดแทน”
เราควรให้ความสำคัญกับความรอบคอบมากกว่าความเร็ว ให้ความสำคัญกับความเข้าใจมากกว่าความสะดวกสบาย อย่าเอาต์ซอร์ส (outsource) การคิดวิเคราะห์เชิงลึกของตัวเอง แต่ให้เอาต์ซอร์สงานที่เกี่ยวกับการค้นหาข้อมูลเบื้องต้น อย่างมากที่สุดก็ให้เอไอช่วยเขียนร่างแรก (first draft) แล้วคิดพัฒนาและปรับปรุงส่วนที่เหลือด้วยตัวเองทั้งหมด
ราชิดีย้ำว่า ภัยที่แท้จริงของเอไอ คือ การเสื่อมถอยอย่างช้าๆ ของศักยภาพของเราในการมีความคิดที่สร้างสรรค์ การพัฒนาฝีมือ ความชำนาญ ความเข้าใจอันลึกซึ้งและความเชี่ยวชาญของตัวเราเอง
ราชิดีทิ้งท้ายด้วยแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ ดังนี้
1.ฝึกฝนความเชี่ยวชาญของตัวเองให้ถึงแก่น อย่าไปหาทางลัด และอย่าพึงพอใจกับความรู้แบบผิวเผิน เพราะการทำงานของคุณในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ เอไอ ควบคู่ไปกับความรู้ที่ลึกซึ้งและความเชี่ยวชาญในสายงานของตัวเองอย่างแท้จริง
เธอยกตัวอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ใช้เวลาถึง 85% ของแต่ละวันไปกับการอ่าน โดยไม่มอบหมายให้ทีมงานทำแทน เขาใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อนแล้วจึงนำไปประยุกต์ใช้
2.พัฒนาความแข็งแกร่งข้ามศาสตร์ เชื่อมโยงจุดต่างๆ ในแบบที่ เอไอ ทำไม่ได้ สตีฟ จอบส์ เป็นอัจฉริยะ เพราะเข้าใจวิธีที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยี เพราะเขาผสมผสานศาสตร์ที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน ทั้งเทคโนโลยี จิตวิทยา และการออกแบบผลิตภัณฑ์
3.เป็นผู้ร่วมงานกับ AI (collaboration) ไม่ใช่ผู้บริโภค AI (consumption) เอไอ อย่าเพียงคัดลอกและวาง (cut and paste) แล้วรีบไปทำงานถัดไป แต่ให้ใช้ผลลัพธ์จาก AI เป็นแค่ “ร่างแรก” ที่ต้องนำมาต่อยอด ปรับปรุง และใส่ความคิดของตัวเองลงไป
4.ให้มนุษย์อยู่ในวงจรการตัดสินใจ อย่าปล่อยให้เอไอเป็นผู้ตัดสินใจเพียงผู้เดียวในเรื่องที่สำคัญ เพราะเอไอก็มีข้อบกพร่องไม่ต่างจากมนุษย์
ความรู้ของเอไอมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีอคติและไม่ถูกต้องปะปนอยู่ แต่เราจะไม่มีทางตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยกับผลงานของเอไอได้เลยหากเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
5.ใช้ AI เพื่อการทำงานที่รวดเร็วขึ้น ไม่ใช่เพื่อเอาต์ซอร์สการคิด เมื่อใช้อย่างถูกวิธีเอไอจะเสริมศักยภาพและความอัจฉริยะที่มีอยู่ในตัวเรา อย่าใช้เอไอเป็นเครื่องมือลัดขั้นตอน โดยขาดความเข้าใจ
โดยข้ามกระบวนการเรียนรู้ การทำความเข้าใจและประสบการณ์จะมีค่ามาก เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาและความล้มเหลว รวมทั้งการแก้ปัญหาจนประสบความสำเร็จไปด้วยดีในที่สุด
ราชิดีสรุปว่า คนใช้เอไอจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มแรกจะใช้เอไอเป็นเครื่องมือเสริมพลังการคิดสร้างสรรค์ กลุ่มนี้จะอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้
ส่วนอีกกลุ่มจะใช้เอไอเพื่อเร่งทำงานแทน ให้งานเสร็จเร็วๆ (แบบคัดลอก-วาง) ความสามารถของคนกลุ่มนี้จะถูกกำหนดโดยเอไอ งานของพวกเขาจะเป็นงานประจำที่ทำซ้ำๆ และซ้ำซ้อนไปเรื่อยๆ จนมีคุณค่าที่ไม่แตกต่างจากสิ่งที่เอไอทดแทนได้
อนาคตที่เราต้องการ จึงเป็นโลกที่เอไอเพิ่มศักยภาพของเรา ไม่ใช่โลกที่เอไอเข้ามาแทนที่เรา.



