ในปัจจุบันที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และมีกระแส Health & Wellness ที่ถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ทำให้เกิดความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกำลังเป็น “ดาวรุ่ง” ของสินค้าส่งออกของไทย
การขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะเป็นประโยชน์กับภาคเกษตรและเกษตรกรของไทยเป็นอย่างมาก
ไทยน่าจะมีศักยภาพในการพัฒนาและส่งออกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ รวมทั้งสินค้ากลุ่มเวชสำอางและสปา แต่ไม่ใช่เพราะไทยมีฐานการเกษตรด้านพืชสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์ ในปัจจุบันไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบและสารสกัดด้านเครื่องเทศและสมุนไพรที่มีมูลค่าเกือบ 2.5 เท่าของมูลค่าส่งออก
ปัญหาของไทยมีส่วนคล้ายกับญี่ปุ่นซึ่งมีวัตถุดิบไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรม และต้องพัฒนาและส่งออกผลิตภัณฑ์เหล่านี้บนฐานของวัตถุดิบจากประเทศอื่น ไทยจึงน่าจะได้บทเรียนจากการศึกษาการแก้โจทย์นี้ของญี่ปุ่น
อุตสาหกรรมสมุนไพรของญี่ปุ่นและไทยมีปัญหาข้อจำกัดสำคัญที่คล้ายกัน โดยเฉพาะการขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศ ญี่ปุ่นยังมีปัญหาด้านการผลิตมากกว่าไทยจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ประชากร สภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาถึง 80-90% ของที่ใช้ผลิตในประเทศและส่งออก
โดยในปี 2566-2568 ญี่ปุ่นนำเข้าวัตถุดิบ (สินค้าต้นน้ำและกลางน้ำกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร) เฉลี่ย 1,115 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่มีมูลค่าการส่งออกเพียง 58 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ไทยมีปัญหาวัตถุดิบด้านสมุนไพรเช่นกัน ไทยนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพรในช่วงปี 2566-2568 เฉลี่ย 523 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยนำเข้าจากอินเดีย (35%) และจีน (25%) เป็นหลัก ขณะที่ส่งออกวัตถุดิบ (รวมสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำ) เฉลี่ย 215 ล้านดอลลาร์ต่อปี
โดยมีตลาดที่สำคัญคือปากีสถาน (18%) ญี่ปุ่น (10%) บังกลาเทศ (9%) และเวียดนาม เนเธอร์แลนด์ จีน เมียนมา และมาเลเซีย (ที่ มากกว่า 5%)
เมื่อเทียบมูลค่าส่งออกและนำเข้าสินค้าต้นน้ำและกลางน้ำกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร ไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิที่มีมูลค่าการนำเข้ามากกว่าส่งออกเป็นเท่าตัวตลอดช่วง 12 ปีหลัง (2557-2568) และใน 4 ปีหลัง มีมูลค่าส่งออกเฉลี่ย 41% ของมูลค่านำเข้า
สำหรับสินค้าปลายน้ำกลุ่มนี้ ซึ่งมีวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำเป็นส่วนผสมในอัตราต่าง ๆ (กลุ่มสมุนไพรมักมีส่วนผสมในสินค้าปลายน้ำต่ำกว่ากลุ่มเครื่องเทศ/เครื่องแกง) ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกสุทธิ โดยส่งออกสินค้าปลายน้ำกลุ่มเครื่องเทศ/เครื่องแกง/สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ เฉลี่ย 5,937 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงปี 2566-2568
ขณะที่นำเข้าเฉลี่ย 3,877 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน หรือมีมูลค่าส่งออกสุทธิ 2,060 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกสินค้าปลายน้ำมูลค่าเกือบ 2 เท่าของไทย โดยมูลค่าส่งออกสินค้าปลายน้ำของญี่ปุ่นเฉลี่ย 9,972 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ในด้านการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำของพืชสมุนไพรนั้น รัฐอาจช่วยจูงใจให้มีการผลิตเพิ่มโดยปรับนโยบายภาษีเอทานอล (ที่เป็นตัวทำละลายที่สำคัญในการสกัดสารจากสมุนไพร) ไม่ให้ถูกเก็บภาษีสูงตามภาษีสุรา
ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าปลายน้ำได้ดีขึ้น แต่คงยากที่จะจูงใจให้เกษตรกรจำนวนมากหันมาปลูกพืชสมุนไพร จนมีวัตถุดิบเพียงพอรองรับการใช้ในประเทศและการส่งออก
ไทยผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรมายาวนาน และมีตลาดขนาดใหญ่รองรับสินค้าเกษตรหลายชนิดและเครือข่ายผู้รับซื้อและรวบรวมสินค้าจำนวนมาก แต่ไม่ใช่สำหรับพืชสมุนไพรที่หลากหลายแต่ตลาดสมุนไพรแต่ละชนิดไม่ได้ใหญ่มาก
สภาเกษตรกรแห่งชาติระบุว่า มีเกษตรกรปลูกพืชกลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพร 1.9 แสนครัวเรือน (2% ของครัวเรือนเกษตรของไทย) แต่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยไม่มีอุตสาหกรรมสมุนไพรหรือตลาด/ตลาดกลางสมุนไพรที่โดดเด่นขึ้นมาในภูมิภาคใด
ผู้ผลิตยาสมุนไพรบางรายใช้วิธีไปทำข้อตกลงซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ก็มีผู้ซื้อประเภทนี้ไม่มากนัก และที่ผ่านมาราคาสมุนไพรก็ไม่ได้จูงใจกว่าการปลูกพืชหลักที่มีตลาดและผู้ซื้อ/ผู้รวบรวมที่ชัดเจน
นอกจากพืชสมุนไพรไทยจะยังไม่มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมามากแล้ว พืชเครื่องเทศหลายชนิดที่ใช้ทำเครื่องแกง ซึ่งมีการส่งออกที่เติบโตขึ้น ก็ผลิตได้ไม่พอใช้ในปัจจุบัน จนไทยเปลี่ยนจากผู้ผลิตหลักมาเป็นผู้นำเข้าสุทธิพริก พริกไทย ไพล กระวาน และกานพลู (เช่นนำเข้าพริกและพริกไทยจากเวียดนามและมาเลเซีย)
ที่ผ่านมาไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าปลายน้ำด้านเครื่องเทศ/เครื่องแกงและสมุนไพร โดยมีแนวโน้มที่จะพึ่งวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้นคล้ายญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ในการพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าว
บทเรียนการแก้ปัญหาวัตถุดิบของธุรกิจญี่ปุ่น
ธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งแก้ปัญหาวัตถุดิบโดยไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ เช่น บริษัทอายิโนะโมโต๊ะ เลือกที่จะหยุดผลิตผงชูรส (MSG) ในประเทศโดยสิ้นเชิง (ทั้งที่เคยเป็นสินค้าหลักที่บริษัทผลิตจากอ้อยในญี่ปุ่น) โดยไปลงทุน/ผลิตสินค้าต่าง ๆ ในกว่าร้อยประเทศ รวมทั้งผลิตผงชูรสจากมันสำปะหลังในไทยและเวียดนาม
สำหรับธุรกิจด้านยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร นอกจากจะใช้วิธีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแล้ว บริษัท Tsumura ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาสมุนไพร (ยาคัมโปะ) ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็ไปลงทุนในธุรกิจวัตถุดิบสมุนไพรในต่างประเทศ
โดยใช้ทั้งระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ในการผลิต และโรงงานวัตถุดิบที่มีระบบควบคุมคุณภาพ และสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ 100% และนอกจากจะทำเพื่อส่งวัตถุดิบมาใช้ในญี่ปุ่นแล้ว Tsumura ก็ยังเข้าไปแข่งในตลาดวัตถุดิบของจีนด้วยจุดแข็งในด้านการควบคุมคุณภาพอีกด้วย
บทเรียนจากญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำและกลางน้ำ และการต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ไม่ใช่ข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า ซึ่งน่าจะมีหลายผลิตภัณฑ์ที่ไทยสามารถพัฒนาต่อไปโดยใช้วัตถุดิบนำเข้า
และในความเป็นจริงหลายธุรกิจของไทยก็กำลังใช้วิธีนี้อยู่แล้วปัจจุบัน (ทำให้ในช่วง 4 ปีหลัง (2566-2568) ไทยนำเข้าวัตถุดิบ (สินค้าต้นน้ำและกลางน้ำ) กลุ่มเครื่องเทศและสมุนไพรเฉลี่ย 2.45 เท่าของมูลค่าส่งออก)
ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงนี้ และเลิกยึดติดกับแนวคิดที่ว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรจากฐานสินค้าเกษตรที่ผลิตในไทยเท่านั้น หรือภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องขยายการผลิตเพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำภายใต้โครงการ ศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2) โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ TDRI



