วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางที่มีหัวใจ

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คุณวิทัย รัตนากร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ในการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า 

สิ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือการปรับบทบาทของธนาคารกลางที่ให้น้ำหนักกับการ "ประคับประคอง" เศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ควบคู่ไปกับการยืนหลักการด้านเสถียรภาพตามพันธกิจเดิม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นภาพของ "ธนาคารกลางที่มีหัวใจ" ซึ่งพยายาม "ยื่นมือติดดิน" ลงไปดูแลเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ผู้เขียนขอสรุปประเด็นสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำเป็น 4 เรื่อง

ประเด็นแรก เศรษฐกิจไทยกำลังเดินตามภาพที่ทางการประเมินไว้มากขึ้น ธปท. คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้ขยายตัวราว 2.3% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และใกล้เคียงกับที่ผู้เขียนประเมินไว้ที่ 2.0–2.5% โดยตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาแข็งแกร่ง

โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนที่ได้แรงหนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) มีโอกาสผลักให้ GDP ทั้งปีเข้าใกล้ระดับ 2.5% มากขึ้น แม้กรณีฐานยังอยู่ที่ราว 2.0% ก็ตาม 

ขณะที่ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่า 2.8% ที่เคยคาดไว้ ตามราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลงเร็วกว่าที่กังวล ภาพเศรษฐกิจที่เดินตามการคาดการณ์ของทางการมากขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายและช่วยลดความไม่แน่นอนในการวางแผนของภาคเอกชน

ประเด็นที่สอง ธปท. เน้นย้ำปัญหาการเติบโตแบบกระจุกตัว หรือเศรษฐกิจ "รูปตัว K" อย่างจริงจัง ผู้ว่าการฯ ชี้ให้เห็นว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูดี แต่แรงส่งกระจุกตัวอยู่ที่ภาคส่งออกเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงถึงราว 40% ขณะที่สินค้าอื่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศขยายตัวเพียง 2.5% สะท้อนว่าแรงส่งจากภาคส่งออกยังไม่กระจายลงสู่ฐานการผลิตและการจ้างงานในวงกว้าง 

สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นพัฒนาการที่น่าชื่นชมคือ การที่ธนาคารกลางเลือกวางน้ำหนักไปที่การดูแล "ความเสมอภาค" ทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการมุ่งช่วยเหลือประชาชนรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีศักยภาพแต่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่า

ผ่านทั้งการยกเครื่องการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (non-bank) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม การเดินหน้าโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนความเสี่ยงให้ SME และการวางรากฐานฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่จะช่วยให้การปล่อยสินเชื่อแม่นยำและทั่วถึงขึ้น

ทิศทางเช่นนี้เป็น "move" ที่ถูกทาง เพราะการทำให้เงินทุนไหลไปสู่หน่วยธุรกิจที่มีศักยภาพและเป็นที่ ๆ ต้องการเงินทุนอย่างทั่วถึง 

ประเด็นที่สาม เมื่อถอดนัยจากมุมมองของ ธปท. แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไปอีกนาน ผู้ว่าการฯ ระบุด้วยตนเองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.0% ถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลายมากแล้ว และแทบไม่มีประเทศใดที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าไทย ทำให้ช่องว่างในการปรับลดเพิ่มเติมมีจำกัด 

ในมุมของผู้เขียน เมื่อประเมินว่าเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้ายังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ (ซึ่งอยู่ราว 2.7% โดยมีโครงสร้างประชากรเป็นปัจจัยฉุดหลัก) ประกอบกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ ธปท. จะคงดอกเบี้ยระดับต่ำนี้ไว้ต่อเนื่อง

โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อที่ประเมินว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวกลับกลายเป็นยืดเยื้อ หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าเกินพื้นฐานจนกระทบเสถียรภาพ 

สำหรับด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้เขียนประเมินว่าเงินบาทน่าจะไม่กลับไปแข็งค่าได้มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปพอสมควร และการที่ ธปท. เข้าดูแลความผิดปกติของธุรกรรม เช่น การเก็งกำไรทองคำที่บางวันคิดเป็นสัดส่วนสูงของแรงซื้อเงินบาท ได้ช่วยให้ค่าเงินกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับพื้นฐานมากขึ้น ทั้งนี้ ปีนี้เงินบาทอ่อนค่าไปแล้วราว 6.5–6.8% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้จุดสมดุล

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้เขียน มองว่าเงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้มากขึ้น หากพิจารณาจากดัชนีค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่ง (Nominal Effective Exchange Rate: NEER) ที่แข็งเกินกว่า 27% ในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นสุดท้าย เป็นข้อเสนอที่ผู้เขียนอยากเห็นเพิ่มเติม นอกเหนือจากการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (SAM) ในรูปแบบ "Social AMC" เพื่อช่วยแก้หนี้รายย่อย ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมอยู่แล้ว

ผู้เขียนเห็นว่าหากเป็นไปได้ ธปท. อาจพิจารณาบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนเงินทุนไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีอนาคต ในลักษณะที่ธนาคารกลางบางแห่งดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ใช้เครื่องมือสินเชื่อแบบเจาะจง (targeted lending facility) เพื่อส่งผ่านสภาพคล่องต้นทุนต่ำไปยังภาคส่วนยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีสีเขียว วิสาหกิจขนาดเล็ก และภาคการผลิตที่มีศักยภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาความเป็นไปได้ของการใช้สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (soft loan) ที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมและมีเป้าหมายชัดเจน เพื่อสนับสนุน SME ที่มีศักยภาพแต่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน อาจเป็นกลไกเสริมที่ช่วยเร่งการจัดสรรทรัพยากรไปยังหน่วยธุรกิจที่มีประสิทธิภาพได้เร็วขึ้น 

ทั้งนี้ ผู้เขียนตระหนักดีว่าเครื่องมือลักษณะนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงในการออกแบบ เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและหลีกเลี่ยงการบิดเบือนกลไกตลาด แต่หากทำได้อย่างสมดุล ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

โดยสรุป ภาพที่ผู้เขียนได้รับจากการหารือครั้งนี้ คือ ทิศทางของธนาคารกลางที่ยังยึดมั่นในเสถียรภาพเป็นพันธกิจหลัก แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดใจลงมาดูแลปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจังมากขึ้น

ท่าทีที่เปิดกว้างและตรงไปตรงมาของผู้บริหาร ธปท. ในการรับฟังภาคตลาดทุนเช่นนี้ รวมถึงความตั้งใจในการดูแล "ความเสมอภาค" ทางเศรษฐกิจมากขึ้นถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อความโปร่งใสและการคาดการณ์ทิศทางนโยบาย และสะท้อนความพยายามในการเป็น "ธนาคารกลางที่มีหัวใจ" อย่างแท้จริง 

ท้ายที่สุดแล้ว การประคับประคองระยะสั้นจะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพ และแรงส่งจากการเติบโตนั้นกระจายลงสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่