วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ปลูกป่าแบบคอสตาริกา: จาก 25% สู่ 50%

เมื่อพูดว่าประเทศไทยควรมีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่คุ้นเคย เพราะถูกกำหนดไว้ในนโยบายและแผนระดับชาติมาเป็นเวลานาน แต่คำถามที่สำคัญกว่าการประกาศเป้าหมายคือ

ประเทศไทยจะเดินทางจากสถานการณ์ปัจจุบันไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร โดยไม่ใช้เพียงการปลูกต้นไม้ปีละครั้ง ไม่ขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ และไม่สร้างป่าตัวเลขที่ไม่มีคุณภาพทางระบบนิเวศ

ข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ปี 2567 ของกรมป่าไม้ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 323.53 ล้านไร่ และมีพื้นที่ป่าไม้ 101.79 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.46 ของพื้นที่ประเทศ เป้าหมายร้อยละ 40 เท่ากับพื้นที่ป่าประมาณ 129.41 ล้านไร่ ดังนั้น ประเทศไทยยังขาดพื้นที่ป่า 27.62 ล้านไร่ หรือเกือบเท่าพื้นที่ของหลายจังหวัดขนาดใหญ่รวมกัน หรืออาจต้องใช้กล้าไม้ประมาณ 5-6 พันล้านต้น 

หากกำหนดอัตราการรอดหลังปลูกอยู่ที่ 80% ซึ่งเป็นช่องว่างที่ไม่สามารถปิดได้ด้วยโครงการปลูกป่าขนาดเล็กกระจัดกระจาย เพราะต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างการใช้ที่ดิน เศรษฐกิจชนบท และแรงจูงใจของเจ้าของที่ดินทั้งประเทศ

หากตั้งเป้าว่าจะไปถึงร้อยละ 40 ภายในปี 2583 หรืออีก 14 ปี ประเทศไทยต้องเพิ่มพื้นที่ป่าเฉลี่ยปีละประมาณ 1.97 ล้านไร่ หากขยายกรอบเวลาไปถึงปี 2593 จะต้องเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 1.15 ล้านไร่ต่อปี ตัวเลขนี้ยังสูง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ วิธีคิดที่เป็นไปได้คือ แบ่งช่องว่าง 27.62 ล้านไร่ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรก ประมาณ 8 ล้านไร่ มาจากการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ในเขตป่าตามกฎหมายที่มีสภาพเสื่อมโทรมหรือไม่มีต้นไม้ปกคลุม ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกรมป่าไม้ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เขตป่าตามกฎหมายมากกว่าพื้นที่ที่ยังมีสภาพป่าจริงอยู่หลายสิบล้านไร่

จึงควรเริ่มจากพื้นที่ของรัฐที่ไม่จำเป็นต้องจัดหาที่ดินใหม่ โดยใช้การฟื้นตัวตามธรรมชาติ การป้องกันไฟ การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการปลูกเสริมเฉพาะจุด มากกว่าการปลูกต้นไม้เต็มพื้นที่ทุกแห่ง

ส่วนที่สอง ประมาณ 7 ล้านไร่ มาจากป่าชุมชนและพื้นที่ป่าที่ชุมชนดูแลร่วมกับรัฐ โดยไม่ควรมองชุมชนว่าเป็นภัยต่อป่าโดยอัตโนมัติ แต่ควรให้สิทธิและผลตอบแทนแก่ชุมชนที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถรักษาป่า ลดไฟป่า เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และปกป้องต้นน้ำได้ หลักสำคัญคือ “ผู้ดูแลป่าต้องได้รับประโยชน์จากป่า”

ส่วนที่สาม ประมาณ 7 ล้านไร่ มาจากป่าเศรษฐกิจ วนเกษตร และการปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินเอกชน เช่น การปลูกไม้มีค่าร่วมกับกาแฟ โกโก้ ยางพารา ผลไม้ หรือพืชอาหาร เกษตรกรยังมีรายได้และถือครองที่ดินเหมือนเดิม แต่ภูมิทัศน์มีต้นไม้เพิ่มขึ้น เก็บคาร์บอนได้มากขึ้น ลดการพังทลายของดิน และสร้างรายได้หลายทาง

การฟื้นฟูภูมิทัศน์ในลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวทางของ FAO ที่เสนอให้เชื่อมป่าปลูก วนเกษตร การผลิตไม้ และการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมเข้าด้วยกัน แทนการแยกป่าออกจากเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิง

ส่วนสุดท้าย ประมาณ 5.6 ล้านไร่ ควรมาจากแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่กันชนรอบเขตอนุรักษ์ ซึ่งอาจมีขนาดไม่ใหญ่มากในแต่ละแห่ง แต่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า การรักษาน้ำ และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม ดินถล่มและความร้อน

ในต่างประเทศ คอสตาริกาเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะประเทศเคยมีป่าเหลือเพียง 25% ของประเทศในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนฟื้นกลับมามากกว่า 50% ของพื้นที่ประเทศในปัจจุบัน ความสำเร็จไม่ได้มาจากการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากการใช้กฎหมายห้ามเปลี่ยนป่า การขยายพื้นที่คุ้มครอง การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และระบบจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศให้ผู้อนุรักษ์ป่า เงินทุนส่วนหนึ่งมาจากภาษีเชื้อเพลิงและค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ ต่อมาประเทศยังได้รับเงินตามผลลัพธ์จากการลดการปล่อยคาร์บอน โดยรายได้บางส่วนถูกส่งต่อไปยังชุมชนท้องถิ่น

หากประเทศไทยใช้อัตราค่าตอบแทนเทียบเคียงกรณีคอสตาริกาประมาณ 64 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ต่อปี หรือประมาณ 344 บาทต่อไร่ต่อปี การจ่ายเพื่อดูแลพื้นที่ใหม่ 27.62 ล้านไร่จะใช้งบประมาณราว 9,500 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้ไม่น้อย

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า หมอกควัน การสูญเสียดิน และต้นทุนระบบประปา ก็อาจถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติที่สมเหตุสมผล 

อย่างไรก็ดี ไม่ควรจ่ายอัตราเดียวทั่วประเทศ พื้นที่ต้นน้ำสำคัญ แนวเชื่อมสัตว์ป่า หรือพื้นที่ที่มีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูง อาจต้องได้รับค่าตอบแทนมากกว่า ขณะที่บางพื้นที่อาจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือรายได้จากคาร์บอนแทนเงินอุดหนุนโดยตรง

เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ เป็นเป้าหมายระดับชาติที่กำหนดมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม หากรัฐต้องการให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องจัดทำยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานที่ชัดเจน

โดยแปลงเป้าหมายเชิงนโยบายให้เป็นพื้นที่ดำเนินการ กลยุทธ์ มาตรการ หน่วยงานรับผิดชอบ และ Roadmap ที่ผ่านการคำนวณอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี และกลไกสนับสนุนอย่างเพียงพอ

มิฉะนั้น เป้าหมายป่าไม้ร้อยละ 40 ก็อาจคงอยู่เพียงในเอกสารและแผนงาน แทนที่จะงอกงามขึ้นจากผืนแผ่นดินและกลายเป็นป่าไม้ที่มีอยู่จริง

ปลูกป่าแบบคอสตาริกา: จาก 25% สู่ 50%