วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อย่าประมาทสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ระลอกสอง

การสู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านระลอกใหม่ ที่ปะทุขึ้นกลางเดือนกรกฎาคมนับวันจะรุนแรง เพราะมีการปิดล้อมสองช่องแคบพร้อมกันที่สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง

การสู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านระลอกใหม่ ที่ปะทุขึ้นกลางเดือนกรกฎาคมนับวันจะรุนแรง เพราะมีการปิดล้อมสองช่องแคบพร้อมกันที่สำคัญต่อการขนส่งน้ำมันออกจากตะวันออกกลาง

ทำให้ความห่วงใยผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกกลับมาเป็นประเด็นอีก ล่าสุด ธนาคารโลกปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือร้อยละ 1.3 ตามฉากทัศน์เลวร้ายสุดที่ประเมินไว้ก่อนหน้า 

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินคราวนี้กลับเฉยๆ กับการสู้รบที่ปะทุขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐที่ค่อนข้างนิ่งและไม่กังวลต่อการปรับลดตัวเลขของธนาคารโลก แม้ราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับสูงขึ้น คำถามคือ ทำไมตลาดการเงินดูไม่วิตกกับสงครามรอบนี้ไม่เหมือนรอบแรก หรือรู้อะไรมากกว่าที่คนทั่วไปรู้ หรือประเมินความเสี่ยงของสงครามรอบนี้ต่ำเกิน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ความล้มเหลวของการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลให้สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกลับมาโดยปริยาย ชัดเจนว่าคราวนี้ประเด็นการสู้รบไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่อยู่การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับ เอล มันเดบ 

อิหร่านและพันธมิตรกลุ่มฮูตีต้องการมีอํานาจเหนือสองช่องแคบนี้ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญออกจากตะวันออกกลางและจะมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก เพราะรวมแล้วประมาณร้อยละ27 ของอุปทานน้ำมันโลกต้องขนส่งผ่านสองช่องแคบนี้ ล่าสุดการสู้รบยังปะทุ และราคาน้ำมันปรับขึ้นระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ธนาคารโลกสัปดาห์ที่แล้วออกโรงเตือนผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งถ้าการสู้รบยืดเยื้อ ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าใกล้ฉากทัศน์เลวร้ายสุดที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

คือ อัตราการขยายตัวปีนี้จะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 1.3 เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ที่อาจยืนประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 4.5 ทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอ 

และที่ธนาคารโลกห่วงมากคือ 1.ภาวะขาดแคลนอาหารที่อาจมีตามมา เพราะวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหาร เช่น ปุ๋ยเคมี จะถูกกระทบตามไปด้วย 2.ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้มากล่อแหลมที่จะเกิดปัญหาเสถียรภาพทั้งจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการหารายได้ลดลง

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินรอบนี้โดยเฉพาะตลาดหุ้นดูจะเฉยๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ที่ลดลงเพียงร้อยละ 1.4 จากกลางเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐ อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้น สะท้อนความเป็นห่วงว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวมากขึ้นและลดลงยาก อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นเป็นร้อยละ 4.6 พันธบัตร 30 ปีเป็นร้อยละ 5.13

มีการวิเคราะห์ว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดการเงินรอบนี้ไม่แตกตื่นเหมือนรอบแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ก็เพราะประสบการณ์ที่ตลาดการเงินเรียนรู้จากรอบแรกถึงผลกระทบของสงคราม ทำให้นิ่งขึ้นและไม่ตกใจง่าย

1.ตลาดการเงินคราวนี้พร้อมจะวางเฉย คือ Look through ช็อคจากการสู้รบรอบสอง เพราะประสบการณ์จากรอบแรกชี้ว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นเรื่องชั่วคราว มีแล้วผ่านไป ไม่ใช่กรณีโครงสร้างอุปทานน้ำมันระยะยาวเสียหาย และในช่วงระยะสั้นที่อุปทานน้ำมันถูกกระทบจากการสู้รบ 

ตลาดน้ำมันก็จะปรับตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ ด้านอุปทานคือ การเร่งผลิตจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐ ยุโรป ทดแทนน้ำมันจากตะวันออกกลาง ด้านอุปสงค์คือ ลดการใช้น้ำมัน ทั้งตามเศรษฐกิจที่ชะลอและนโยบายรัฐที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก

เช่น จีนและรถ EV การปรับตัวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นไม่สูงมาก นอกจากนี้ ช่วงหยุดยิงที่ราคาน้ำมันลดลง ประเทศต่างๆ ก็เพิ่มปริมาณน้ำมันในสต๊อกสำรองของตน

2.ความสามารถของภาคธุรกิจที่จะปรับตัวต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันสูงมีมากเกินคาด เห็นได้จากกําไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาสหนึ่งและสองปีนี้ที่ส่วนใหญ่ยังดูดี

นอกจากนี้โมเมนตั้มและการลงทุนในธุรกิจเอไอและอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นตัวช่วยประคับประคองเศรษฐกิจโลก ทั้งการเติบโตและการจ้างงาน เหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดการเงินเกี่ยวกับความสามารถของเศรษฐกิจโลกที่จะปรับตัวต่อช็อคมีสูง

3.ตลาดการเงินเชื่อในความสามารถของธนาคารกลางที่จะควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจโลกจะไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation คือ อัตราเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวสุดและถ้าเกิดขึ้นจะแก้ยาก

ความเชื่อนี้สะท้อนได้จากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐที่ได้เปลี่ยนไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถ้าภัยจากเงินเฟ้อมีและชัดเจน ซึ่งจะขับเคลื่อนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจโลกให้ไปในทิศทางเดียวกัน 

นอกจากนี้ถ้าสถานการณ์สู้รบขยายผลและรุนแรงมากขึ้น ตลาดการเงินยังเชื่อในช่องทางการทูตและการเจรจาที่จะขีดเส้นไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง และเชื่อว่าในที่สุด การเจรจายุติความขัดแย้งจะเป็นทางออกเหมือนในรอบแรก

นี่คือเหตุผล และผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่มีเหตุผลที่ทำให้ตลาดการเงินเน้นการวางเฉยและเฝ้าติดตามในรอบนี้ ไม่ได้รู้อะไรมากกว่าที่คนทั่วไปรู้ เพียงแต่เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบแรก ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบสอง และปรับวิธีมองสิ่งที่เกิดขึ้นและการสนองตอบ

อย่างไรก็ตาม ที่ต้องตระหนัก ความเสี่ยงก็คือความเสี่ยงซึ่งจะไม่ไปไหน ต่างแต่เพียงเราเลือกที่จะมองความเสี่ยงที่มีอยู่อย่างไร ในความเห็นผม สิ่งที่ต้องระวังมากคือ ความเสี่ยงส่วนหาง หรือ Tail-end Risk หมายถึง ความเสี่ยงที่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดต่ำ

แต่ถ้าเกิดขึ้นความเสียหายจะรุนแรงเพราะไม่ได้มีการเตรียมตัวกับความเสี่ยงส่วนหางนี้ ได้แก่

1.การสู้รบเพื่อควบคุมเส้นทางเดินเรือผ่านทั้งสองช่องแคบรุนแรงมากและจริงจัง จนไม่มีบริษัทประกันภัยพร้อมที่จะรับประกันความเสียหายของเรือขนส่งน้ำมันจากภัยสงครามที่เดินทางบนเส้นทางนี้ ทำให้ทั้งสองช่องแคบจะเหมือนปิดถาวรโดยพฤตินัย การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางต้องใช้ช่องทางอื่น ทำให้ทั้งราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งน้ำมันจะสูงขึ้นมาก 

แม้จะมีการผลิตน้ำมันจากแหล่งอื่นมาทดแทน ราคาน้ำมันอาจขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อ การขนส่งสินค้า การค้าโลก กระทบปุ๋ย อาหารและเศรษฐกิจโลก

2.ราคาน้ำมันที่สูงมากจะทำให้อัตราเงินเฟ้อขึ้นไม่หยุด ขณะที่ข้อจำกัดด้านการขนส่งจะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ เป็นลักษณะแบบ Stagflation ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกจะอยู่ในสถานการณ์ลําบาก ทั้งเงินเฟ้อที่สูง เศรษฐกิจที่ถดถอย และราคาสินทรัพย์ คือ ตลาดหุ้นที่ลดลง

3.ประเทศผู้นําเข้าน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงและเส้นทางการขนส่งและการค้าที่ติดขัด อาจทนไม่ไหว เข้าร่วมแก้ปัญหา เพราะมองเป็นปัญหาความมั่นคง ขยายวงความขัดแย้งไปในระดับสากล มีหลายประเทศเข้าร่วม ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งอาจยิ่งบานปลาย

นี่คือความเสี่ยงที่มีอยู่ อาจเกิดขึ้น และประมาทไม่ได้

 

อย่าประมาทสงคราม สหรัฐ-อิหร่าน ระลอกสอง