วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทำไม ปากีสถาน ถึงล้มเหลวในฐานะตัวกลางหยุดความขัดแย้งอิหร่าน–สหรัฐฯ

การกลับมาปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้บทบาทของปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอิสลามาบัดเคยได้รับการยกย่องจากความสำเร็จในการผลักดันบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่สำหรับการหยุดยิงและการเจรจาระดับเทคนิค 

ทว่าข้อตกลงดังกล่าวกลับไม่สามารถหยุดวงจรการโจมตีและตอบโต้ได้อย่างยั่งยืน สหรัฐฯ กลับมาโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์และเป้าหมายในประเทศอ่าวเปอร์เซีย

ความสำเร็จทางการทูตของปากีสถาน จึงกลายเป็นภาพสะท้อนถึงระยะห่างระหว่างการพาคู่ขัดแย้งมาลงนามในเอกสาร กับการทำให้ข้อตกลงได้รับการปฏิบัติจริง

เหตุผลสำคัญ ประการแรกคือ ปากีสถานมีช่องทางติดต่อกับทั้งสหรัฐ ฯ และอิหร่าน ทว่าขาดอำนาจบังคับให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา

ข้อจำกัดประการที่สองอยู่ที่ตัวบันทึกความเข้าใจเอง เพราะข้อตกลงดังกล่าวเต็มไปด้วยถ้อยคำที่เปิดให้แต่ละฝ่ายตีความตามผลประโยชน์ของตนได้

ประการที่สาม ปากีสถานประเมินความขัดแย้งในฐานะปัญหาที่สามารถจัดการผ่านการเจรจาระหว่างรัฐบาล ขณะที่รากฐานของวิกฤตเกี่ยวข้องกับดุลอำนาจและโครงสร้างความมั่นคง 

ประการที่สี่ คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายยังเชื่อว่าการใช้กำลังสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการประนีประนอม สหรัฐฯ พยายามใช้การโจมตีทางทหารและการปิดล้อมเพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอย ขณะที่อิหร่านใช้ขีดความสามารถในการขัดขวางการเดินเรือเป็นเครื่องมือในการต่อรอง 

ประการที่ห้า ปากีสถานไม่ได้เป็นคนกลางเพียงรายเดียว กาตาร์ โอมาน อียิปต์ จีน และประเทศอ่าวเปอร์เซียต่างมีช่องทางติดต่อกับคู่ขัดแย้ง การมีผู้ไกล่เกลี่ยหลายฝ่ายช่วยเพิ่มโอกาสในการสื่อสาร แต่ก็ทำให้กระบวนการขาดศูนย์กลาง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ สามารถเลือกใช้ช่องทางอื่นเมื่อเห็นว่าการเจรจาผ่านปากีสถานไม่ตอบโจทย์ทางยุทธศาสตร์

ประการสุดท้าย ปากีสถานเองต้องรักษาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ปากีสถานมีพรมแดนติดกับอิหร่าน ต้องพึ่งพาความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน และต้องระวังความรู้สึกของประชาชนภายในประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง ปากีสถานต้องรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย จีน และประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ความจำเป็นที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายทำให้ปากีสถานวางตัวเป็นกลางได้ยาก 

ความล้มเหลวของปากีสถานจึงควรถูกอธิบายในฐานะความล้มเหลวในการออกแบบและค้ำประกันกระบวนการสันติภาพ มากกว่าการเป็นต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านฉีกข้อตกลง แม้ว่าการตัดสินใจกลับไปใช้กำลังเป็นความรับผิดชอบของสหรัฐฯ และอิหร่านโดยตรง 

อย่างไรก็ตาม ปากีสถานก็มีส่วนรับผิดชอบในฐานะผู้ผลักดันกรอบที่ไม่มีกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่มีคณะกรรมการร่วมจัดการข้อพิพาท ไม่มีขั้นตอนตอบสนองเมื่อเกิดการละเมิด และไม่มีหลักประกันว่าการหยุดยิงทางทหารจะดำเนินควบคู่กับการแก้ปัญหามาตรการคว่ำบาตรและการเดินเรือ

ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจากความล้มเหลวของกระบวนการไกล่เกลี่ยคือ วิกฤติพลังงานโลกกลับมาอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย เมื่อเรือพาณิชย์ถูกโจมตี การเดินเรือถูกจำกัด และสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อม ตลาดย่อมสะท้อนความเสี่ยงผ่านราคาน้ำมัน ค่าประกันภัย และต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น 

ผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำกัด ซึ่งนั่นรวมถึงปากีสถานเองด้วย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและพยายามจัดหาแหล่งเงินสนับสนุนการนำเข้าน้ำมัน

บทเรียนความเป็นตัวกลางที่ขาดประสิทธิภาพนี้ ถือเป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างยิ่ง เพราะความล้มเหลวนี้นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปากีสถานแล้ว ยังส่งผลต่อวิกฤติพลังงานโลกรอบใหม่ด้วย