เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ คว้า “รางวัลชนะเลิศอันดับ 1” ในการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. PLC Competition ครั้งที่ 21 ประจำปี 2569
ทีมชนะเลิศได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท และชุดอุปกรณ์ PLC และ SERVO มูลค่า 66,000 บาท
การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นภายในงานการแข่งขันหุ่นยนต์ของ “สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)” หรือ ส.ส.ท. ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี
การแข่งขัน ครั้งที่ 21 นี้ จัดขึ้นภายใต้เกมการแข่งขัน ในหัวข้อ “หุ่นยนต์ชกมวย Robot Punching” เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีควบคุมอุตสาหกรรม และการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมในการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของกำลังคนในยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ทีม “ROBOT.KSU” ของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ (มกส. / KSU) ประกอบด้วยนักศึกษาผู้แทนการแข่งขัน อันได้แก่นางสาวเกวลิน นพวัฒน์ นายภาณุเดช นาทอง (หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์) และนายชมภูศักดิ์ ดวงมาลัย (หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์)
โดยมี นายก้องภพ เจริญศักดิ์ขจร นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ ทำหน้าที่ผู้ช่วยเตรียมการฝึกซ้อมและการแข่งขัน
ทั้งนี้ ทีมได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรสิทธิ์ พ่อค้า อาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ควบคุมทีม และ อาจารย์ศิวณุ เหล่าบุตรสา อาจารย์ที่ปรึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
ความสำเร็จของทีม ROBOT.KSU ในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึง “ศักยภาพ” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่มีความรู้ ความสามารถด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถพัฒนาผลงานจนได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ
ปัจจุบัน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดจากการมองว่า “มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องเหมือนกัน” ไปสู่แนวความคิดของ “การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาตามพันธกิจที่แตกต่างกัน” (Mission Differentiation)
แนวความคิดดังกล่าวกำหนดไว้ใน “พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562” และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีบทบาทที่ชัดเจน ไม่แข่งขันกันทำทุกอย่าง แต่พัฒนาความเป็นเลิศตามพันธกิจของตน
ปัจจุบัน อว. จึงแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research) กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology and Innovation) กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น (Area-based and Community Development)
กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา (Moral and Wisdom Development) กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ (Professional and Specialized Development)
ผู้บริหารและนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวทางในการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์สูงสุดว่า ระบบการจัดกลุ่มควรพัฒนาไปสู่ Mission-based Funding อย่างเต็มรูปแบบ
โดยจัดสรรงบประมาณตามผลลัพธ์ของพันธกิจแต่ละกลุ่ม ใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อน “ผลกระทบ” (Impact) มากกว่าปริมาณผลงาน และเปิดโอกาสให้สถาบันปรับเปลี่ยนกลุ่มได้เมื่อศักยภาพและยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป
แนวทางดังกล่าวนี้จะช่วยให้ระบบอุดมศึกษาไทยมีทั้งมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก มหาวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยพัฒนาท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยวิชาชีพที่เข้มแข็ง สามารถทำงานเกื้อหนุนกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไปได้
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่ 3 (กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น) คือ เป็นมหาวิทยาลัยของพื้นที่ เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งจังหวัด (ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่) ให้สูงขึ้นด้วย
เป้าหมายของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “มหาวิทยาลัยจะทำให้ชุมชนท้องถิ่นและจังหวัดดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง” โดยมีความมุ่งมั่นที่จะ (1) พัฒนาคน (2) พัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ (3) พัฒนาสังคม (4) พัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และ (5) พัฒนาศิลปวัฒนธรรม
ตัวชี้วัดสำคัญของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น จึงควรเป็นรายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ความยากจนลดลงหรือไม่ SMEs แข็งแรงขึ้นหรือไม่ เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นหรือไม่ สิ่งแวดล้อมดีขึ้นหรือไม่ คนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดแล้วมีงานทำหรือไม่ จังหวัดสามารถแข่งขันได้มากขึ้นหรือไม่ เป็นต้น
ทุกมหาวิทยาลัยในวันนี้ จึงไม่ใช่ “สถาบันเพื่อการผลิตบัณฑิต” เท่านั้น แต่ต้องเป็น “กลไกหลักของการพัฒนาประเทศจากฐานรากระดับชุมชนและท้องถิ่น” ด้วย จึงต้องเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้ให้ความรู้” (Knowledge Provider) ไปเป็น “พันธมิตรร่วมเพื่อการพัฒนา” (Development Partner)
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ในวันนี้ จึงมี “คำขวัญ” ว่า “ศูนย์กลางเรียนรู้ เชิดชูท้องถิ่น ศาสตร์ศิลป์สร้างสรรค์ มุ่งมั่นยั่งยืน” ที่คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และบุคลากรทั้งหมดต่างยึดมั่นเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างยั่งยืนต่อไป
เรื่องที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของ “มหาวิทยาลัยเล็กๆ ในต่างจังหวัด” ก็คือ “การได้รับสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน” เพื่อการพัฒนาคนและประเทศอย่างสัมฤทธิผลตามนโยบายของ อว. และยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะ “มหาวิทยาลัยที่มีเพียงหนึ่งเดียวของจังหวัด” ครับผม !


